24 เมษายน 2548 14:34 น.

กั๊ก

เรไร


มีเงินอยู่สิบบาทอยากร่ำรวย
จะซื้อหวยรอนานพาลหมดหวัง
ทุนมันน้อยน่าทุเรศแค่เศษตังค์
ได้แต่นั่งบอกตัวเองเซ็งเสียจริง

เสียงโหวกเหวกเริ่มดังอยู่ข้างบ้าน
น่ารำคาญเหลือหลายทั้งชายหญิง
เดินไปดูเห็นมือไขว่ไวเป็นลิง
บ้างนั่งนิ่งรินถ้วยฟังอย่างตั้งใจ

วงไฮโลว์ดูยุ่งคนมุงเยอะ
อยากสะเออะเห็นแล้วทนไม่ไหว
ทุนเราน้อยดูก่อนอย่าร้อนไป
ออกอะไรตั้งสติวิเคราะห์กัน

เห็นคุณป้าออกท่าน่าเชื่อถือ
ลุงร้องฮื้อบอกเสี่ยงอย่าเถียงฉัน
พหูสูตรปากมากหลากร้อยพัน
รับไม่อั้นเจ้ามือว่าอย่าปากดี

เห็นยืนเล็งแกล้งนึกทำยึกยัก
มาเที่ยวทักคราวนี้มีแต้มสี่
สองกับเอี่ยวเกี่ยวกันฉันว่ามี
ว่าตานี้ต้องมากล้ารับรอง

จึงควักเงินที่ซุกไว้ในกระเป๋า
จะเลือกเอาตัวเต็งก็เล็งสอง
จะโต๊ดสี่พ่วงเอี่ยวที่เกี่ยวดอง
ท่าจะต้องแทงกั๊กชักหลายใจ

มัวแต่ยืนเงื้อง่าราคาแพง
ไม่ยอมแทงสักครั้งยังสงสัย
กลัวหมดตูดทำลีลาหรือว่าไง
เสียหรือได้มิเสี่ยงดูจะรู้ฤา				
23 เมษายน 2548 12:35 น.

ธารระทม

เรไร


เห็นชิงช้าแกว่งไกวไร้คนอยู่
มองหาดูคนนั่งหายไปไหน
ร้องเรียกหาไม่เห็นเป็นเช่นไร
หรือเดินไปชายหาดกวาดสายตา

สุดหาดทรายเห็นเงาคนเศร้าสร้อย
เดินใจลอยเหมือนสิ้นหวังปรารถนา
คงจะให้คลื่นเห่ทะเลพา
ดวงวิญญาลับหายกับสายชล

น้ำเริ่มลึกเห็นแต่เพียงแค่ไหล่
ตะโกนไปเสียงดังยังไม่สน
ทางชีวิตหมดหวังทั้งมืดมน
อยากหลุดพ้นทุกข์ท้อทรมาน

จึงวิ่งไปอุ้มเจ้ามาเข้าฝั่ง
ด้วยใจยังนึกหวั่นสั่นสะท้าน
กลัวเจ้าหมดลมหายใจต้องวายปราณ
พยาบาลสุดสามารถอาจช่วยทัน

ทั้งแบกร่างขึ้นบ่าพาเขย่า
หวังให้เจ้าสำลักน้ำไม่ข้ามขั้น
ช่วยผายปอดลมปากเป่าให้เจ้าพลัน
กายไหวสั่นเริ่มสะอึกรู้สึกตัว

สติเจ้าคืนกลับมารับรู้
โฉมพธูอยากผงกจึงยกหัว
ดวงตาเศร้าโทมนัสดูหวาดกลัว
เพราะหมองมัวจึงคิดมาฆ่าตัวตาย

นั่งสดับเรื่องราวแต่คราวหลัง
ความพลาดพลั้งเผลอไผลใจสลาย
ถูกสังคมตีตราน่าอับอาย
ว่าเป็นหม้ายร้างคู่อดสูใจ

เจ้ามิได้เปล่าเปลี่ยวคนเดียวในโลก
เก็บดอกโศกบูชาอย่าสงสัย
เหมือนบุปผาแรกแย้มแง้มกลีบใบ
พอวันวัยล่วงเลยคนเฉยชา

แต่มาลีดอกนี้หน้าฉงน
เอาไฟลนกลิ่นโชยหวนชวนเสน่หา
แม้ชอกช้ำดอกดวงร่วงโรยรา
กระดังงาน่าเชยชิดคิดภิรมย์

อย่าทิ้งไปเสียเลยเอ๋ยชีวิต
อย่ายึดติดความหลังเก่าเฝ้าขื่นขม
แม้เป็นดอกกระดังงาอย่าตรอมตรม
ความระทมทิ้งไว้กับสายธาร

http://www.thaipoem.com/web/poemdata/poemdata_74849.php				
21 เมษายน 2548 21:03 น.

ทะเลใจ

เรไร


บนเส้นทางปลายฝันวันขมขื่น
ลำพังยืนอาลัยใจห่วงหา
ระรอกริ้วคลื่นซัดหาดทรายมา
ดังมนต์ตราย้อนไปในวันวาน

ราตรีที่เธอนั้นอยู่เคียงข้าง
ดาวกระจ่างเต็มฟ้าพาชื่นหวาน
กำเนิดรักสองเราเคล้าตำนาน
คนเคยผ่านคงซึ้งเข้าถึงใจ

คลื่นทะเลคราวนี้ที่ลึกลับ
มันราวกับอำพรางบางอย่างไว้
คลื่นกับฉันเฉกเช่นร่วมเป็นไป
ค้นหัวใจแทบตายคล้ายไม่เจอ

ชีวิตผ่านคืนวันอันเปลี่ยวเหงา
ตัวเป็นเราใจนั้นมันพลั้งเผลอ
ยิ่งตามหาเท่าใดใจละเมอ
ยังคงเก้อเคว้งคว้างเหมือนอย่างเคย

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

        เหมือนชีวิตดิ้นรน... ค้นหาแต่จุดหมาย
        ใจในร่างกายกลับไม่เจอ
        ทุกข์ที่ถมซ้ำ เพราะใจนำพร่ำเพ้อ
        หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@


         ผมเป็นคนชอบเดินทาง .... ในเป้ใบเก่าๆ ของผม
มีสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ เล่มนึง เอาไว้เขียนในบางสิ่งบางอย่างที่ได้เห็น 
เขียนอารมณ์ ความรู้สึก ณ ช่วงเวลานั้น
 ผมรีบที่จดมันไว้  กลัวว่าจะลืม
      ครั้งหนึ่งแรมรอนเร่ร่อนลัดเลาะไปกับมิตรสหาย (หรือคนแปลกหน้า) หลายคน
ที่เกาะเล็กๆ  ของอ่าวไทยทางด้าน จังหวัดระยอง รู้แต่ชาวบ้านแถบนั้นเรียกว่า เกาะนางยักษ์
     ไปกางเต้นท์ นอนกลางดินกินกลางทราย พักกาย พักใจที่รุมร้อน 
ในบรรยากาศที่เงียบสงบ ฟังเสียงคลื่น เสียงหวีดหวิวของลมทะเล
ผมกำลังจะหยิบสมุดเล่มเล็กของผมมาเขียนภาพที่เห็นตรงหน้า
แต่แล้วผมก็ผมลายมือหนึ่งซึ่งไม่คุ้นเคย ตัวหนังสือตัวเล็กๆ 
ไม่รู้ว่าใคร ผมไม่ได้หวงนะ แค่สงสัย เท่านั้นเอง
       สมุดโน๊ตของผม ผมพกติดตัวเสมอ คนที่ฝากอักษรไว้ คงเข้ามาอ่าน
ความรู้สึกบางอย่างของผมและใครคนนั้นคงเข้ามาเขียนต่อความให้ .. แต่ไม่จบ
ผมค่อย ๆ อ่าน และจับความรู้สึกของใครคนนั้นมาเติมต่อจนจบ...
        ใครจะเชื่อ ว่าคนสองคนอาจจะมีความรู้สึกเดียวกัน เมื่อได้เห็นตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัว
ที่คนหนึ่งเขียนมันเอาไว้...แต่สามารถจบได้ในความรู้สึกเดียวกัน

 ขอบคุณ .. 				
19 เมษายน 2548 20:59 น.

ฟ้าจรดน้ำ

เรไร


ณ ริมฝั่งนั่งเหม่อมองจ้องเกลียวคลื่น
เสียงครืนครืนถาถั่งโถมโหมเข้าหา
เป็นทิวแถวตามแนวฝั่งพสุธา
ละลานตาสายน้ำพัดซัดหาดทราย

เก็บเปลือกหอยเอาอิงแอบแนบข้างหู
สดับอยู่ฟังเสียงร้องทำนองคล้าย
ดังพายุเฝ้าบรรเลงเพลงพระพาย
ประหนึ่งหมายข้ามฟากฟ้ามาเยี่ยมเยือน

แหงนหน้ามองจ้องขึ้นไปในเวหา
เหลือคณาแสนกว้างใหญ่หาใดเหมือน
สุริยาคอยสลับกับดวงเดือน
ฤาคล้อยเคลื่อมิเห็นใจใครตรอมตรม

ถือคันเบ็ดคอยนั่งถามความรู้สึก
ก็คิดนึกเรื่องแหลกรานพาลขื่นขม
หวังสูงไปเกินไขว่หามาภิรมย์
เพียงได้ชมแค่ใฝ่ฝันมันร้าวราน

ทอดสายตายาวออกไปในสายชล
ฟ้าเบื้องบนมองเห็นเป็นคู่ขนาน
เมื่อใดหนอน้ำกับฟ้ามาพบพาน
เป็นตำนานสมตั้งใจใฝ่รำพึง

เห็นสายน้ำนั้นบรรจบพบขอบฟ้า
ตั้งใจว่าจะขอฝ่าไปให้ถึง
แม้ห่างไกลสักเพียงใดไม่คำนึง
จากก้นบึ้งของดวงจิตขอติดตาม

รอนแรมกลางความปรวนแปรกระแสสินธุ์
เอาชีวินไปวัดดวงคอยทวงถาม
เอาหัวใจคอยไปพบความงดงาม
ฟ้าจรดน้ำพบเห็น ณ เส้นขอบฟ้า

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

...ทั้ง ทั้งที่รู้ ..ว่าไกล  จะไปแม้ไกลกว่านั้น
...กี่เดือนกี่ปี...กี่วันคืบคลานทนทานเพื่อเธอ...

                  บางส่วนของเพลงตรงเส้นขอบฟ้า
                     พงษ์เทพ    กระโดนชำนาญ

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@				
18 เมษายน 2548 21:00 น.

มิตรภาพหลังแก้ว

เรไร


ในเส้นทางเปล่าเปลี่ยวเที่ยวลัดเลาะ
ดั้นด้นเสาะแสวงไปไกลถิ่นฐาน
หวังเพียงพบมิตรภาพที่ยาวนาน
แม้กันดารทุกข์ยากลำบากกาย

รองเท้าเก่ากระเป๋าก็มอมแมม
เดินรอนแรมดิ้นรนเที่ยวขวนขวาย
ฝ่าเกลียวคลื่นตะโบมลั่นอันตราย
สู่จุดหมายเกาะร้างกลางนที

มิตรภาพเริ่มต้นบนเกาะแก่ง
ต่างร่วมแรงเทใจไม่หลบหนี
บ้างตั้งเต้นท์หุงอาหารทานก็มี
ฉันท์น้องพี่ญาติมิตรสนิทกัน

นอนกลางดินกินกลางทรายได้พบเห็น
สันโดษเช่นคนจรตะลอนฝัน
ลืมทุกสิ่งที่เคยผ่านมานานวัน
จิตสุขสันต์อบอุ่นละมุนละไม

เมื่อตะวันเคลื่อนคล้อยลอยขึ้นฟ้า
ท้องนภาเด่นกระจ่างสว่างใส
กลิ่นกาแฟหอมกว่าเวลาใด
กรุ่นกลิ่นไมตรีจิตมิตรภาพ				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟเรไร
Lovings  เรไร เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟเรไร
Lovings  เรไร เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟเรไร
Lovings  เรไร เลิฟ 0 คน
คุณเรไร คนเดิมใช่หรือไม่ ศศร ผู้จากไปหลายปีก่อน คิดถึงเพื่อนๆ เมื่ออ่านกลอน มาเปิดย้อน Thaipoem ยากกว่าเดิม 555