31 ตุลาคม 2547 15:38 น.

นวสีวถิกาบรรพ

แก้วประเสริฐ


                          นวสีวถิกาบรรพ
         ดูกรสาธุชนอันเลิศเพริศพริ้งแพร้ว
จำเนียรแล้วแววคำนึงถึงบทศรี
มีธรรมมาประกอบรอบจิตดี
ทราบกายีที่ตลอดรอบแนวทาง
         การเจริญสืบพันธุ์อันต่อเนื่อง
ที่นองเนืองเรื่องกายมาสะสาง
เมื่อสิ้นสุดวาระต้องละวาง
ร่างกายสร้างร้างธาตุจะแปรปรวน
         สิ้นกระแสแลธาตุมาเหินห่าง
ธาตุต่างต่างพากันหนีมิกลับหวน
ร่างแยกแตกสลายไปตามกระบวน
ยากทบทวนป่วนสิ้นซึ่งวิญญาณ
          พอตายแล้วกายนั้นพลันปรากฏ
ขึ้นเขียวหดอืดเหม็นเข้าประสาน
น้ำเหลืองไหลเยิ้มออกจากทวาร
อีกลมปราณผ่านเน่าคลุ้งกระจาย
          ธาตุลมไฟน้ำหายมลายไปก่อน
ค่อยลดหย่อนดินคลายหายสลาย
ไปตามแข็งอ่อนเบาภายในกาย
กระดูกคล้ายแลขาวราวหอยสังข์
         ทุกสิ่งในร่างกายแยกแตกไปสิ้น
มันโบยบินผินไปให้จะขัง
มิกลับมาเป็นร่างแล้วผุพัง
ก่อนหน้าหลังงามจรดลดต่างกัน
          นี่แหละหนอขอกล่าวเป็นอุทาหรณ์
โปรดสังวรร่างเฉิดโฉมโน้มกระสัน
เจิดจรัสหลงใหลใคร่โลกีย์พลัน
ถ้าวันนั้นสิ้นสุดหยุดธาตุธรรม
         ยกขึ้นมาพิจารณาให้ประจักษ์แจ้ง
ที่นำแสดงแถลงไว้อย่าได้ขำ
แต่ละบรรพมอบไว้ให้กระทำ
เป็นทางล้ำกายานุสติเท่านี้เอง.  

             ๙๙๙   แก้วประเสริฐ.   ๙๙๙				
30 ตุลาคม 2547 12:55 น.

ธาตุบรรพ

แก้วประเสริฐ


                       ธาตุบรรพ
         ดูกรท่านผู้เจริญเพลินธรรมยิ่ง
ในทุกสิ่งปฏิกูลบรรพมูลสรร
ที่จัดสร้างเป็นมนุษย์สัตว์ตามกาล
เหตุกระนั้นเจริญได้ใคร่เปรมปรีดิ์
          เพราะกายนี้ประกอบด้วยธาตุทั้งห้า
ที่นำพาให้ร่างกระจ่างศรี
มีธาตุดินน้ำลมไฟวิญญาณมี
โดยเป็นที่สิงสถิตของรูปกาย
         ส่วนร่างกายนั้นเจริญได้ด้วยธาตุสี่
รวมตัวมีที่ทำกันเป็นสาย
แบ่งพยุงหนุนร่างมิวอดวาย
แยกกระจายผิดชอบมอบแก่กัน
          ธาตุดินนั้นพลันได้กระดูกเนื้อหนัง
ที่คงยังห่อหุ้มกายภายในสรร
มิให้แยกหลุดหายสลายพลัน
แล้วรวมกลั่นเคล้าร่างสร้างสัตว์มนุษย์
          ธาตุน้ำได้แก่เลือดเสลดดีหนอง
ที่คล้องจองสนองเสนอเย็นรื่นสุด
ช่วยผ่อนคลายร้อนร่างมิม้วยมุด
อีกได้ฉุดกระยาหารพล่านเลี้ยงตน
         ธาตุลมนั้นพัดวนภายในร่าง
ช่วยนำวางสร้างแกว่งดูสับสน
ทั้งขับสิ่งเน่าเหม็นเข็นออกจน
ร่างกายพ้นอึดอัดรัดรึงใจ
          ธาตุไฟนั้นสรรสร้างทางความร้อน
เข้าเผาผ่อนห่อนอาหารให้ตักษัย
สร้างอบอุ่นหนุนเกื้อขึ้นภายใน
โดยร่างกายเกิดพลังกำลังงาน
         วิญญาณธาตุนั้นแยกมาสิงสู่
เข้าร่วมอยู่ในกายแห่งธาตุขันธ์
ตามกรรมเวรที่สร้างระหว่างกัน
ก่อผูกพันจัดสร้างร่างกายครอง
         ย่อมพิจารณาเหตุแยกแล้วแตกออก
ทราบในนอกลอกออกดูจะสนอง
แบ่งแยกออกมาไว้แล้วไตร่ตรอง
ก็จะมองเห็นแนวทางระหว่างนิพาน.  

             ๙๙๙   แก้วประเสริฐ.   ๙๙๙				
29 ตุลาคม 2547 22:34 น.

อานิสงส์ของการสวดมนต์

แก้วประเสริฐ


                                        อานิสงส์ของการสวดมนต์

	              เทศนาโดย ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี  ดังปรากฎในงานของท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี  จางวางมหาดเล็กในรัชกาลที่ 4 ที่ได้นิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จโตมาเทศน์ที่บ้าน
                                             *********************
	             ครั้นพลบค่ำ  ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต พร้อมลูกศิษย์ได้เดินทางจากวัดระฆังมายังบ้านของท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี  ซึ่งในขณะนั้นมีอุบาสก อุบาสิกา นั่งพับเพียบเรียบร้อยกันเป็นจำนวนมาก  ด้วยต้องการสดับรับฟังการเทศน์ของท่านเจ้าประคุณ  ณ ที่เรือนของท่านเจ้าพระยา
	          เจ้าประคุณสมเด็จโต  ได้ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  จึงกล่าวบูชาพระรัตนตรัย  เมื่อจบแล้ว ท่านจึงเทศน์ เรื่อง อานิสงส์ของการสวดมนต์
	           ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต  ได้กล่าวว่ายังมีคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า  การสวดมนต์มีประโยชน์น้อยและเสียเวลามากหรือฟังไม่รู้เรื่อง  ความจริงแล้วการสวดมนต์มีประโยชน์อย่างมากมาย  เพราะการสวดมนต์เป็นการกล่าวถึงคุณงามความดี  ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ว่าพระองค์ท่านมีคุณวิเศษเช่นไร  พระธรรมคำสอนของพระองค์มีคุณอย่างไร  และพระสงฆ์อรหันต์อริยะเจ้ามีคุณเช่นไร  การสวดมนต์ด้วยความตั้งใจจนจิตเป็นสมาธิ แล้วใช้สติพิจารณาจนเกิดปัญญาและความรู้ความเข้าใจ  ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์นั่นคือ  จะทำให้ท่านเป็นผล  จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์
	         ที่อาตมากล่าวเช่นนี้  มีหลักฐานปรากฎในพระธรรมคำสอนที่กล่าวไว้ว่า  โอกาสที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์มี  5 โอกาสด้วยกันคือ
	         1.  เมื่อฟังธรรม
	         2.  เมื่อแสดงธรรม
	         3.  เมื่อสาธยายธรรม  นั่นคือ  การสวดมนต์
	         4.  เมื่อตรึกตรองธรรม  หรือเพ่งธรรมอยู่ในขณะนั้น
	         5.  เมื่อเจริญวิปัสสนาญาณ
	      การสวดมนต์ในตอนเช้าและในตอนเย็นเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมา  ตั้งแต่สมัยพุทธกาล  พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย  ต่างพากันมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์  โดยแบ่งเวลาเข้าเฝ้าเป็น 2 เวลา นั่นคือ ตอนเช้าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม  ตอนเย็นเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม  การฟังธรรมเป็นการชำระล้างจิตใจ  ที่เศร้าหมองให้หมดไปเพื่อสำเร็จสู่มรรคผลพระนิพพาน  การสวดมนต์นับเป็นการดีพร้อมซึ่งประกอบไปด้วยองค์ทั้ง 3 นั่น คือ
	          1.  กาย  มีอาการสงบเรียบร้อยและสำรวม
	          2  ใจ  มีความเคารพนบนอบต่อคุณพระรัตนตรัย
	          3.  วาจา  เป็นการกล่าวถ้อยคำสรรเสริญถึงพระคุณอันประเสริฐ  ในพระคุณทั้ง 3 พร้อมเป็นการขอขมา  ในการผิดพลาดหากมี  และกล่าวสักการะเทอดทูนที่สูงยิ่ง  ซึ่งเราเรียกได้ว่าเป็นการสร้างกุศล  ซึ่งเป็นมงคลอันสูงสุดทีเดียว
	     อาตมาภาพ  ขอรับรองแก่ท่านทั้งหลายว่า  ถ้าหากบุคคลใดได้สวดมนต์เช้าและเย็นไม่ขาดแล้ว  บุคคลนั้นย่อมเข้าสู่แดนพระอรหันต์อย่างแน่นอน
	      การสวดมนต์นี้  ควรสวดมนต์ให้มีเสียงดังพอสมควร  ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่จิตตน  และประโยชน์แก่จิตอื่น 
	     *  ที่ว่าประโยชน์แก่จิตตน คือ เสียงในการสวดมนต์จะกลบเสียงภายนอกไม่ให้เข้ามารบกวนจิต  ก็จะทำให้เกิดความสงบอยู่กับบทสวดมนต์นั้น ๆ  ทำให้เกิดสมาธิและปัญญา  เข้ามาในจิตใจของผู้สวด
*  ที่ว่าประโยชน์แก่จิตอื่น คือ  ผู้ใดที่ได้ยินได้ฟังเสียงสวดจะพลอย ให้เกิดความรู้เกิดปัญญา  มีจิตสงบลึกซึ้งตามไปด้วย  ผู้สวดก็เกิดกุศลไปด้วยโดยการให้ทานโดยทางเสียง  เหล่าพรหมเทพที่ชอบฟังเสียงในการสวดมนต์ มีอยู่จำนวนมาก  ก็จะมาชุมนุมฟังกันอย่างมากมาย  เมื่อมีเหล่าพรหมเทพเข้ามาล้อมรอบตัวของผู้สวดอยู่เช่นนั้น  ภัยอันตรายต่าง ๆ ที่ไหนก็ไม่สามารถกล้ำกลายผู้สวดมนต์ได้ตลอดจนอาณาเขตและบริเวณบ้านของผู้ที่สวดมนต์  ย่อมมีเกราะแห่งพรหมเทพและเทวดา  ทั้งหลายคุ้มครองภัยอันตราย  ได้อย่างดีเยี่ยม
ดูก่อน...     ท่านเจ้าพระยาและอุบาสกอุบาสิกาในที่นี้  การสวดมนต์เป็นการระลึกถึงพระพุทธคุณ  พระธรรมคุณ  พระสังฆคุณ  เมื่อจิตมีที่พึ่งคือ คุณพระรัตนตรัย ความกลัวก็ดี  ความสะดุ้งกลัวก็ดี  และความขนพองสยองเกล้าก็ดี  ภัยอันตรายใด ๆ ก็ดี  จะไม่มีแก่ผู้สวดมนต์นั่นแล...

*****************************

                              ความมหัศจรรย์ของการสวดมนต์

	           อาตมา...  ได้เห็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ด้วยตัวของอาตมาเอง  ในสมัยที่อาตมาได้ออกเดินธุดงค์ในป่าเป็นเวลา 15 ปี  โดยอาศัยอยู่ในเขตดงพญาไฟ  ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายแดนของประเทศเขมร  ในสมัยนั้นเต็มไปด้วยความทุรกันดาร  และความอดอยาก  เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์  และภูติผีวิญญาณตลอดจนชาวบ้านที่มีเวทมนต์คาถาและเล่นคุณไสยกันอยู่อย่างมากมายในอาณาบริเวณชายแดนแห่งประเทศสยามในตอนนั้น  อาตมาได้เดินธุดงค์ไปเพียงลำพัง  ในช่วงเวลานั้นอาตมามิได้ศึกษาในพระเวทมนต์คาถาอาคมใดเลย  นอกจากคำว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ  ซึ่งมีความหมายว่า ข้าพเจ้าขอยึดมั่นพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง พระธรรมเป็นที่พึ่ง พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง
	     อาตมาไปที่แห่งหนตำบลใด  ก็จะกล่าวเพียงแต่คำนี้ตลอดเวลาของจิตใจอันเป็นที่พึ่งของอาตมาเอง  อาตมาเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสยามในดงพญาไฟขณะนั้น  ในหมู่บ้านนั้นมีชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงเล็กน้อย
	     อาตมาจึงได้ปักกลดอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน  มีชาวบ้านนำอาหารมาถวายตามกำลังที่เขาจะพอทำได้  เมื่อเห็นมีพระภิกษุมาปักกลดในที่แห่งนั้น  อาตมาอาศัยอยู่ที่นั่นเป็นระยะเวลาหลายปี  และ ณ ที่แห่งนั้น  อาตมาจึงได้พบคุณวิเศษแห่งการสวดมนต์
	     มีชาวบ้านผู้หนึ่งได้เข้ามาสนทนากับอาตมาหลังจากได้ถวายอาหารแล้ว  ชาวบ้านผู้นั้นอาตมาทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ นายผล  นายผลได้เล่าให้อาตมาฟังว่า  เขาเป็นผู้ฝึกเวทย์มนต์คาถาอาคม  เล่าเรียนจนมีญาณแก่กล้า  และมักจะทดสอบเวทย์มนต์คาถาอาคมแก่พระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางมาปักกลด ณ บริเวณนี้เป็นประจำ
	      เขาเล่าให้อาตมาฟังว่า  เขาได้ส่งอำนาจคุณไสยเข้ามาทำร้ายอาตมาทุกคืน  แต่ไม่ได้หวังทำร้ายเป็นบาปเป็นกรรมถึงตาย  เพียงแต่ต้องการทดสอบดูว่าภิกษุรูปนั้นจะมีวิชาอาคมแก่กล้าสามารถที่จะต่อสู้กับคุณไสยเขาได้หรือไม่  นายผลก็ได้ทำคุณไสยใส่อาตมาถึง 7 วันเต็ม ๆ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยควายธนูหรือปล่อยหนังควาย ปล่อยตะขาบ ตลอดจนภูติพรายเข้ามาทำร้ายอาตมา  แต่ปรากฎว่าสิ่งที่ปล่อยมา  ก็ไม่สามารถเข้ามาทำร้ายอาตมาได้เลย
	      วันนี้จึงได้มากราบเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับอาตมา  อาตมาจึงได้บอกว่าตัวอาตมาเองไม่ได้ศึกษาเวทย์มนต์คาถาหรือคุณไสยใด  นายผลก็ไม่ยอมเชื่อหาว่าอาตมาโกหก  ถ้าหากว่าไม่มีของดีแล้วไซร้ไฉนอำนาจคุณไสยดำที่เขาส่งมา  จึงกลับมายังที่เขาซึ่งเป็นผู้กระทำ  ไม่สามารถทำร้ายอาตมาได้  อาตมาก็พยายามชี้แจงให้เขารู้ว่า  อาตมาไม่มีวิชาเหล่านี้จริง ๆ ทำให้นายผลสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดอาตมาจึงไม่ได้รับภัยอันตรายจากอำนาจเวทมนต์คุณไสยดำที่เขาส่งมาทำลายได้
	      อาตมาได้บอกกล่าวแก่เขาว่า  เมื่ออาตมาจะนอน  อาตมาก็จะสวดแต่คำว่า พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ  จนจิตมีความสงบนิ่งแล้ว  จึงได้แผ่ส่วนกุศลไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย  จงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย  อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย  อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย  และอาตมาก็จำวัดนอนเป็นปกติ
	      นายผลเมื่อได้ฟังดังนั้น  จึงได้บอกแก่อาตมาว่า  ข้าแต่ท่านอาจารย์  ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่าน ในวันนี้ก่อนที่ท่านจะจำวัด  จงหยุดการสวดมนต์สัก 1 คืนได้หรือไม่  ข้าพเจ้าต้องการจะพิสูจน์ว่าการสวดมนต์ของท่านเช่นนี้  จะเป็นเกราะคุ้มครองภัยท่านหรือเป็นเพราะอำนาจเวทมนต์คาถาในภูติผีปีศาจของข้าพเจ้าเสื่อมกันแน่  ข้าพเจ้าขอรับรองว่า  จะไม่ทำอันตรายแก่ท่านอาจารย์อย่างเด็ดขาด เพียงแต่ต้องการที่จะทดสอบให้รู้แจ้งเห็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้น
	     อาตมาก็ตกลงรับปากแก่นายผลว่า  คืนนี้จะไม่ทำการสวดมนต์  นายผลจึงได้ลากลับไป  ครั้นถึงเวลาพลบค่ำอาตมาก็นอนโดยมิได้ทำการสวดมนต์ตามที่ได้ปฏิบัติเป็นปกติ  เมื่ออาตมานอนและหลับไป  อาตมารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  เมื่อปรากฎว่าอาตมาได้ยินเสียง กุกกัก กุกกัก ขึ้นมา  จึงจุดเทียนและพบตะขาบใหญ่ยาวเท่ากับขาของอาตมากำลังเลื้อย เข้ามาอยู่ใกล้ตัวของอาตมามาก  อาตมารู้สึกตกใจถึงกับหน้าถอดสี  และด้วยสัญชาติญาณจึงกล่าวคำสวดมนต์  พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ  ด้วยจิตยึดมั่นในพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งเป็นเวลานานเท่าใดไม่ทราบได้ เสียงกุกกัก และตะขาบที่อยู่ข้างหน้าก็อันตรธานหายไป  จากนั้นอาตมาจึงได้จำวัดนอนเป็นปกติ
	      ในวันรุ่งขึ้นนายผล   ก็มาหาอาตมาและได้กล่าวว่าเมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าได้ปล่อยตะขาบเข้าไปในกุฏิที่ท่านพำนักอยู่
	อาตมาบอกว่า  อาตมาได้ตื่นมาและตกใจ  จึงได้สวดมนต์ภาวนาตะขาบตัวนั้นก็ได้อันตรธานหายไป
	      นายผลจึงได้ยกมือพนมขึ้น แล้วกล่าวว่าบัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า  อำนาจเวทมนต์คาถาและคุณไสยใด ๆ ของข้าพเจ้ามิอาจทำร้ายท่านได้  ก็เพราะอำนาจแห่งการสวดมนต์ภาวนาของท่าน  เป็นเกราะคุ้มครองภัยอันตรายต่าง ๆ ได้
	      ที่อาตมาได้เล่าให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ได้ฟังกัน  เพื่อให้เห็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ว่า  เหล่าพรพมเทพได้มาฟังการสวดมนต์จริงดังที่อาตมาได้เทศน์ไว้  เพราะถ้าไม่ใช่เหล่าพวกพรหมเทพแล้วไซร้  ก็คงไม่สามารถที่จะขับไล่สิ่งที่เกิดจากอำนาจคุณไสย  ที่นายผลส่งมาเล่นงานอาตมาได้อย่างแน่นอน
	      ท่านเจ้าพระยาและอุบาสก  อุบาสิกาในที่นั้น  เมื่อได้ฟังคำเทศนาแล้วต่างก็ยกมือขึ้นสาธุว่า  อานิสงส์ของการสวดมนต์ช่างมีคุณค่าสูงส่งยิ่งนัก

                                 ********************************

                 เนื่องจากข้าพเจ้าได้รับเมล์จากคุณแหม่มส่งมาให้ข้าพเจ้าอ่านเพราะได้ส่งกลอนที่ได้แต่งเองเกี่ยวกับ สติปัฏฐานสูตร ยังไม่จบ  และกลอนเกี่ยวกับธรรมมะอีกหลายตอนด้วยกัน   คุณแหม่มซึ่งได้เห็นคุณค่าของการเผยแพร่ธรรมของข้าพเจ้าจึงได้ส่งมาให้  อ่านแล้วได้สาระคุณประโยชน์มากมายจึงคิดถึงเพื่อนทั้งหลายในไทยโพเอ็ม และได้ช่วยเผยแพร่แก่สาธุชนเพื่อประโยชน์แก่ส่วนรวม จึงได้นำมาเผยแพร่ หากผิดพลาดประการใดข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว  หากเป็นผลบุญขอมอบให้ประคุณเจ้า  ท่านเจ้าคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี   ด้วยเทอญ.

                                         ๙๙๙   แก้วประเสริฐ.   ๙๙๙   				
28 ตุลาคม 2547 22:12 น.

ปฏิกูลบรรพ

แก้วประเสริฐ


	ปฏิกูลบรรพ
         ดูกรกัลยา ณ ชนผู้ไขว่คว้า
จะสรรหาความจริงสิ่งทั้งหลาย
ให้ทราบแหล่งแห่งที่อันมากมาย
ของรูปกายทั้งหมดกำหนดธรรม
         ภายในกายใครเล่าเขาได้แจ้ง
ยกมาแบ่งแยกไว้กลไกล้ำ
ทั้งนอกในหมุนเวียนเปลี่ยนกันทำ
เพื่อบอกนำมาแถลงแจ้งให้เห็น
         ตลอดเบื้องสูงลงมาถึงฝ่าเท้า
แล้ววกเอาขึ้นสูงถึงผมเส้น
มีหนังขึงเป็นกรอบรอบร้อนเย็น
ภายในเหม็นไม่สะอาดอนาถตา
         ผมขนเล็บฟันหนังพังผืดผูก
เนื้อกระดูกเยื่อในแปลกหนักหนา
 ม้ามหัวใจตับปอดไส้ใหญ่น้อยมา
อีกนำพาอาหารใหม่เก่าเข้าปะปน
         ระคนดีเสลดหนองเลือดเหือดเหงื่อ
มันข้นเจือเปลวมันน้ำตาน่าสน
ไขข้อจนน้ำลายมูกมูตรสุดทน
ล้วนคละปนก่อร่างสร้างเป็นสัตว์
         แล้วคลุมกายด้วยหนังไว้รายรอบ
ทุกคนชอบหลงใหลในส่วนสัด
ว่างดงามอร่ามเหลือเหนือสุดขัด
เข้าผูกมัดจัดสร้างเฝ้าเชยชม
         นี่แหละหนอคือร่างแท้มนุษย์สัตว์
ที่สารพัดจัดสร้างว่างามสม
หลงในรูปกลิ่นรสจรดอารมณ์
สุดภิรมย์เข้าแย่งแก่งฆ่าฟัน
         หากรู้แท้แน่ใจในรูปลักษณ์
ครั้นประจักษ์แบ่งส่วนล้วนกระสัน
นำมอบท่านคนละชิ้นสิ้นพัวพัน
ของงามนั้นมีใครรับช่วยบอกที
         พิจารณาร่างกายแยกให้แตกออก
แบ่งกองนอกในไว้ให้อย่างวสี
แล้วปลงกองมองที่แยกให้ดี
เปรียบเทียบที่เคยงดงามอร่ามตา
         ครั้นจิตตกปกคลุมด้วยสังเวช
จะละกิเลสได้บ้างเป็นนักหนา
ไม่หลงใหลในตัณหาที่นำมา
ได้ดวงตาเห็นธรรมนำนิพพาน.

              ๙๙๙   แก้วประเสริฐ.   ๙๙๙				
27 ตุลาคม 2547 10:48 น.

สัมปชัญญบรรพ

แก้วประเสริฐ


		สัมปชัญญบรรพ
         ดูกรชนผู้แสวงธรรมนำพ้นทุกข์
พร้อมทั้งปลุกจิตมั่นพลันแสวงหา
ต้องทราบแหล่งแห่งที่ของมายา
เพื่อนำมาประกอบจิตคิดรู้ตน
         ธรรมมิ่งขวัญอันมากหลากหลายข้อ
เป็นแนวต่อของสุขทุกข์แห่งหน
สติตั้งมั่นหมั่นรู้ของผู้คน
แต่ละบุคคลแยกแยะไม่เหมือนกัน
         เมื่อระลึกต้องรู้ตัวเป็นแนวเหตุ
ทุกขอบเขตตั้งขวางอย่างภูสัน
จะสูงชันลาดต่ำต้องรู้ทัน
พระพายสั่นลั่นคลอนของภูเอน
         นำมาเปรียบเทียบไว้ดั่งคันศร
จะโอนอ่อนแข็งอย่างไรให้รู้เห็น
ประกอบเข้าเฝ้ากายทุกเช้าเย็น
ก็จะเป็นสัมปชัญญะมากระทำ
         จะก้าวไปถอยกลับแลข้างหน้า
เหลียวซ้ายขวาอวัยวะอย่าเพ้อขำ
เมื่อพูดจาสิ่งใดให้รู้จำ
แล้วกระทำนำทางสัมปชัญญะเดิน
         ทั้งยืนเดินนั่งนอนหลับตื่นพูดนิ่ง
รู้ทุกสิ่งอาการสามสิบสองเหิน
สติสัมปชัญญะจะมาดำเนิน
เป็นแนวเนินเกินกว่าก็รู้สิ้น
         เรียกว่ากายในกายภายใจจิต
ดุจพินิจพิจารณากระแสรสินธุ์
เปรียบน้ำหลากมากมายเป็นอาจินต์
ทำชีวินให้เรียบเปรียบน้ำนอน
         ทุกขั้นตอนมีสัมปชัญญะสตินำ
อย่าเพ้อพร่ำโปรดทำตามธรรมสอน
สิ่งวิบากยากเข็ญที่บั่นทอน
มิราญรอนห่อนหายใกล้นิพพาน.       

                ๙๙๙   แก้วประเสริฐ.   ๙๙๙

( ต่อจากอิริยบถบรรพ...ใน สติปัฏฐานสี่สูตร .....หลับ หมายถึง ภวังค์จิต )				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟแก้วประเสริฐ
Lovings  แก้วประเสริฐ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟแก้วประเสริฐ
Lovings  แก้วประเสริฐ เลิฟ 0 คน
สวัสดีค่ะคุณลุง จำหนูได้ไหมเอ่ย