31 พฤษภาคม 2548 12:16 น.

สุดโค้ง ณ ขอบฟ้า

แก้วประเสริฐ


                     สุดโค้ง ณ ขอบฟ้า

         บุหลันเลื่อนลอยล่วงดุจดวงแก้ว
มณีแววรุจิรัตน์ผุดผาดแสง
แพรวระยิบแวววับดาราแซง
มโนแห่งจิตใจให้เบิกบาน

         แนวสล้างสว่างแล้วเจ้าแก้วเอ๋ย
จะลาเลยล่วงลับจากละหาน
ขอบินเดี่ยวเลี้ยวลดจดวันวาน
ด้วยซาบซ่านผ่านมายากหมองมัว

         รัศมีแพรวพราวราวเทพส่อง
ช่างเรืองรองเหลืองอร่ามงามสลัว
ด้วยเมฆหมอกคลุกเคล้าเข้าพันพัว
อกระรัวใจสะท้านสุดหวั่นเกรง

          แสนตราตรึงพึงกอดหมอนเคียงข้าง
แสนอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวคล้ายเขนง
เพลงชีวิตล่องลอยมาคราบรรเลง
สุดวังเวงอกสะท้านซ่านวิญญาณ์

         พรุ่งนี้แล้วซิหนอแก้วขอจาก
ไม่อยากพรากจากถิ่นเคยอาสา
แว่ววิหคร้องก้องราตรีมา
เหมือนใจข้าหลุดลอยคล้อยตามลม

         ลอดหน้าต่างแสงสะท้อนจันทร์เจ้า
วะวับพราวคลื่นพลิ้วริ้วเหมาะสม
สุดขอบฟ้าแขเจ้าก็พลอยตรม
เรไรระงมเสียงเรียกยอดดวงใจ

         ทะเลกล่อมอ้อนเสียงสาดซ่าซ่า
ดังบอกว่าเจ้าอย่าได้หวั่นไหว
จะเห่เจ้ากล่อมเคล้าอยู่ภายใน
เคียงหทัยมั่นไว้ในราตรี

         สุดแนวโค้งขอบฟ้าพาสู่ฝัน
ระวีพลันฉายแสงแจ้งราศี
ลาแล้วหนอยอดรักมิสิ้นชีวี
หวนกลับที่อีกครั้งมิจากจร.

       ๙๙๙   แก้วประเสริฐ   ๙๙๙				
30 พฤษภาคม 2548 13:38 น.

หยาดน้ำหล่นยามฝนสร่าง

แก้วประเสริฐ


               หยาดน้ำหล่นยามฝนสร่าง

         หยดหยาดน้ำหลั่งไหลหลังสายฝน
ดุจดั่งชนเข้ารวมมากหลากหลาย
มีดีชั่วคลุกเคล้าอยู่มากมาย
ยากสลายตามลมกระโชกแรง

         รวีวัณผุดผาดสาดแสงสี
งามขจีพฤกษ์ไพรขยายแข่ง
มธุรสของคนย่อมเปลี่ยนแปลง
มันแอบแฝงดุจฝนหลั่งบนดิน

         อันคารมคมคายนั้นหลายเหลือ
มักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไปเสียสิ้น
ทั้งอ่อนหวานเล้าโลมสู่ห้วงจินต์
สร้างชีวินดุจพฤกษาครารับสุรีย์

         มวลความรักหักได้จงใฝ่คิด
อย่าหลงผิดติดวาจาคราผ่องศรี
ฟังหูไว้ไตร่ตรองไม่หมองฤดี
แสงสุรีย์ยังตรอมด้วยเมฆบัง

         หลังฝนหยุดหยดน้ำร้างห่างหาย
สิ่งทั้งหลายรวมอยู่ดุจคูขัง
ทั้งดีงามทรามชั่วไม่จีรัง
ย่อมพลาดพลั้งไปสู่ทุกหนทาง

         จงหมั่นสร้างชีวิตคิดใฝ่หวน
เฝ้าตรึกทวนคำนึงจึงสะสาง
ให้รู้เขารู้เราเป็นกรอบวาง
ย่อมไม่ร้างห่างหายไร้แนวเดิน

          ฝนเอ๋ยฝนเพียงหยาดละอองฝน
แต่จิตคนวนไปคล้ายนกเหิน
ฝ่าคลื่นลมเมฆหมอกสู้เผชิญ
ยากล่วงเกินม่านฟ้าเกินกว่าตัว

         เปรียบชีวิตคนเราคล้ายสายฝน
ยามล่วงหล่นจากฟ้าคนว่าชั่ว
เมื่อล่องลอยบนนภาพาหมองมัว
ช่างเกลือกกลั้วมั่วเมาไม่เข้าใจ.

       ๙๙๙   แก้วประเสริฐ   ๙๙๙
				
28 พฤษภาคม 2548 14:41 น.

ชีวิต

แก้วประเสริฐ


                    ชีวิต

          ชีวิตเราคล้ายสีที่วางวาด 
ใส่กระดาษแสนพิสุทธิ์ผุดผาดยิ่ง 
ไร้ภาวะปรุงแต่งเข้าแอบอิง 
ล้วนทุกสิ่งพอเหมาะเจาะหัวใจ 

          มโนทวารพลันกระจ่างสว่างเห็น 
อายตนะเช่นสิ่งของมิผ่องใส 
ด้วยตัณหาชักนำจิตใจไป 
จึงหลงใหลหนทางสร้างเวรกรรม

          ลำนำชีวิตบิดผันสร้างสรรค์ภพ
บ้างแนวลบเพิ่มบวกวางกฎซ้ำ
นำคูณหารผ่านตรีโกณหมายทำ
ชี้แนวล้ำทำกร่างวางอัตตา

          พีชะคณิตพิศกฎเรขาคณิต
อีกเลขคณิตตามคิดติดหรรษา
ผสมผสานสร้างเหตุผลดลมา
ผูกชะตามวลหมู่สัตว์รัดวงจร

       เกิดวงเวียนวกเว้าเข้าหาศูนย์
พอกเพิ่มพูนหนุนเสริมเติมแต่งสอน
วางเป็นศาสตร์หนทางตามขั้นตอน
แล้วออดอ้อนให้เดินเหินสู่แนว

         วิวิธวัทน์ผันเปลี่ยนเป็นสาสนะ
สร้างภาระผูกพันกันเป็นแถว
เข้าสั่งสอนสร้างไว้คล้ายหลักแจว
ดุจบ่วงแร้วขันชะเนาะเกาะกุมชีวิต

          ให้หลงเชื่อทุกสิ่งอิงพระเจ้า
ว่าท่านเฝ้าประทานไม่วิปริต
เพื่ออัตตาหมู่เหล่าเฝ้าใจจิต
หลงทางผิดงมงายไร้เหตุผล

          เกิดเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะสาร
เข้าจัดสรรเวรกรรมเพื่อนำขน
จนเกิดแก่เจ็บตายมาวกวน
หาหลีกพ้นหนีห่วงล่วงผ่านมา

          จนล่วงกาลปั่นป่วนล้วนสรรค์สว่าง
เกิดแนวทางความจริงที่เฝ้าหา
สิ่งดีชั่วเวรกรรมเพราะอัตตา
หาใช่มาภายนอกบอกกฎเกณฑ์

         ในโลกนี้พึงมีเพียงศาสตร์หนึ่ง
เป็นที่พึ่งพ้นหนทางไร้กรอบเขน
สร้างจิตใจไร้อัตตามิเอียงเอน
มิซ่อนเร้นบอกแนวทางสว่างใจ

          อริยะชนคนทั้งหลายโปรดได้คิด
หันเพียงนิดพิศดูทางผ่องใส
ว่าจริงแท้แน่นอนหรือกระไร
ขอฝากไว้ให้ไตร่ตรองลองพิศดู.

            ๙๙๙   แก้วประเสริฐ   ๙๙๙

				
27 พฤษภาคม 2548 12:34 น.

พิรุณสะท้อนห่อนรำลึก

แก้วประเสริฐ


                พิรุณสะท้อนห่อนรำลึก

          แผ่นพื้นหล้าคลาคล่ำด้วยหยาดสินธุ์
พฤกษ์ธรณินทร์แนวสล้างกระจ่างใส
เขียวชอุ่มพุ่มลมพัดระบัดใบ
แทรกกระจายอยู่ทั่วพื้นพสุธา

         ระยิบวาวราวเพชรเกล็ดแสงส่อง
ฉาบพื้นผ่องท้องธารายามแลหา
ขอบหินแก่งรายล้อมห้อมวสุธา
แสงรวีมากระทบเขตดุจเก็จแก้ว

         นั่งตะลึงแลยามจ้องละอองหยาด
สายใยพาดออกห้วงดวงใจแพร้ว
สวยแพรวพรายรายรอบชั้นกรอบแนว
ช่างวาวแววยามต้องแสงผองสุรีย์

         พิลาสนักยักเยื้องเหลื่อมภูผา
ตระการตาด้วยพฤกษาระดาศรี
ยูงแดงบุบผาส่งช่อประดามี
สร้อยรพีลำแสงส่องต้องประกาย

         อินทนินผลินชวนล้วนดอกม่วง
กล้วยไม้พวงห้อยระย้ามาเป็นสาย
ช่อคัดเค้าเร้าอารมณ์บ่มมากมาย
หอมกระจายสู่ภิรมย์ยามลมโชย

          ต้นดอกโศกโยกครวญล้วนเด่นสล้าง
ดูอ้างว้างกลางพฤกษามาเดี่ยวโหย
ใบล่วงหล่นใต้ต้นหมองรองรับโดย
ที่หยาดโปรยเหมือนเอ็นดูสู้เมตตา

         ดุจตัวเราเฝ้ามองลองใฝ่คิด
ล้วนชีวิตบิดผันยากหรรษา
แม้นรอบข้างต่างพร่ำร่ำพรรณนา
ใช่จะว่าพาหัวใจให้รื่นรมย์

         ฟ้ากระจ่างสร้างโศกวิปโยคลับ
หากจะนับคืนวันยากเหมาะสม
ปล่อยชีวิตเลื่อนลอยคล้อยอารมณ์
ทิ้งรอยปมขมขื่นลงทะเลที่เห่คอย

         วิหคร้องก้องพฤกษ์ตรึกหวนกลับ
สายฝนลับกลับพสุธาสุดจะสอย
หมู่เมฆินทร์ผวนผันนั้นล่องลอย
ดวงใจน้อยคอยหยาดฟ้ามาโลมใจ.

       ๙๙๙   แก้วประเสริฐ.   ๙๙๙
				
24 พฤษภาคม 2548 14:22 น.

สุดขอบฟ้ารำลึกสวนวังแก้ว

แก้วประเสริฐ


       สุดขอบฟ้ารำลึกสวนวังแก้ว

         ณ ปลายฟ้าแนวน้ำล้ำสดใส
ม่านวิไลแนวกระจายเกาะแก่งหิน
รุ้งพาดสายลายผุดยามยลยิน
กระแสรสินธุ์ระลอกพลิ้วริ้วไปมา

          หมู่เมฆาจัดสรรวิมานแก้ว
ลอยเหนือแนวขอบนภาสุดเปรียบหา
เหมือนดั่งแคว้นแมนสรวงล่วงธารา
ยามทัศนาเสน่หาติดตราตรึง

         เทพนิรมิตสองวิมานเรียงเคียงภูผา
รอบพฤกษาไม้กระโดนโสนแซมซึ้ง
หมู่วานรหยอกเย้าเฝ้าเคล้าคลึง
เหล่าผีเสื้อผึ้งบินร่อนว่อนเวียนวน

         ต้นนกยูงยุ่งเหยิงเริงเกสร
ดอกขจรส่งกลิ่นช่างสับสน
อบอวลตลบดอกไม้ป่าพาใจตน
เคลิบเคลิ้มจนหลงถิ่นลืมกลิ่นนาง

         วกวนเวียนข้างทางระหว่างเขา
อีกฟากเราเป็นทะเลมากั้นขวาง
อยู่สองฝั่งรายล้อมจรดทาง
ระหว่างกลางเป็นแนวเนินเสริมไป

         ล้วนร่มรื่นเดินชมภิรมย์พฤกษ์
ใจระทึกสุดสะท้านให้หวั่นไหว
กลัวสิงห์สาราสัตว์อยู่ข้างใน
ห้วงหทัยซาบซ่านทั้งหวั่นเกรง

         หันข้างกลับทิวทัศน์มหาสมุทร
ล้วนผ่องผุดดุจวิมานเพลงเขนง
ของไทยเดิมเติมแต่งมาบรรเลง
ดูวังเวงดุจตัวเราเฝ้ายืนมอง

        เหนือชายหาดดารดาษเทพอัปสร
ล้วนอรชรสนุกสนานพลันสนอง
เล่นว่าวก่อเจดีย์ทรายสุดหมายปอง
บ้างประลองกำลังบอลสนองกาย

         ล้วนครึกครื้นตื่นตาหาใดเทียบ
ตามแนวเรียบโขดหินมิสลาย
ท่ามกลางแดดอ่อนสลัวมิวุ่นวาย
บ้างกระจายบนเนินเดินไปมา

         ลมโชยพลิ้วปลิวไสวคลื่นไหวริ้ว
ระลอกลิ่วม้วนสะบัดซัดเข้าหา
เป็นคลื่นขาววาววับจับนัยนา
ซัดธาราเข้าหาฝั่งดังซ่าโครม

         บนเนินดินถิ่นวิมานเหล่าเทพอัปสร
หมู่อมรวรางคนาจัดหาโสม
แทนโพยมยามค่ำคืนจะเล้าโลม
เพื่อประโลมหมู่เหล่าของชาวฟ้า

          อีกทั้งเนรมิตอาหารกันวายวุ่น
ดูชุลมุนเสียงสนานกันหรรษา
เพื่อเหล่าเทพอัปสรก่อนจะมา
รื่นกายาแลโสตถิ์จรดทิวาจร

         หันหลังกลับเลาะเรียงเคียงภูผา
กลับลงมาร่วมเรียงเคียงสมร
ฟังดนตรีเสียงเสนาะเว้าวิงวอน
สำเนียงอ้อนออดเอื้อนเยือนรำพึง

         ตะลึงแลแม่งานสุดซ่านจิต
เธอลิขิตสรรค์สร้างกระจ่างซึ้ง
ในทุกสิ่งมิขาดหายห่วงใยตรึง
อดคำนึงคิดถึงนางกลางดวงใจ

         เธอปรายโปรยโรยยิ้มสุดพริ้มพักตร์
ช่างน่ารักเปรียบได้คล้ายใยไหม
ทั้งอ่อนโยนโน้มน้าวเร้าห้วงหทัย
สร้างหวั่นไหวในฤทัยของทุกคน

          ความเหนื่อยหน่ายขาดหายไปหมดสิ้น
เมื่อยามยินสำเนียงเคียงลมสน
ไหวยะเยือกเกลือกกลั้วดวงกมล
ดั่งแฝงมนต์แสนเสนาะเจาะวิญญาณ์

         ปรายนี้หรือนามไพเราะเจาะใจลึก
ขอรำลึกบุญคุณเอื้อหนุนหา
ทั้งเรไรและจอมขวัญอัลมิตรา
สองเพื่อนยาเหนื่อยกายให้คลายลง

          อีกเหล่าเทพเทพนารีดีเหลือแสน
แม้นอ้อนแอ้นนาถอนงค์ตรงประสงค์
ช่วยเหลือกันสามัคคีตามเจตจำนง
ล้วนสร้างองค์ใฝ่งานสราญฤดี

         ยามค่ำคืนครื้นเครงบรรเลงถ้อย
ต่างมาร้อยกลอนกานท์ผ่านสดศรี
ท่ามกลางแสงศศิธรฉาบอาบวารี
เวียนกวีแสนเสนาะไพเราะหทัย

         เสียงซาบซ่านผ่านห้วงช่วงลงโสต
ต่างลิงโลดโชติช่วงห้วงสดใส
บ้างร่ายรำงามพริ้งยิ่งกระไร
สร้างหวั่นไหวแก่หมู่เหล่าชาวธาดา

         จวนล่วงเลยแขลับกลับเหลี่ยมเขา
โน้มจะเข้าวันใหม่ใกล้อุษา
แสงรวีแวววับทาบธารา
จับท้องฟ้าลาลับกลับวิมาน

         วันคืนนั้นผันเปลี่ยนเวียนชีวิต
สร้างลิขิตหวนลับกลับละหาน
สิ่งสดใสฝากไว้ในวันวาน
คงความฝันจารึกผนึกจำ

         ลาแล้วหนอวังแก้วสวนเจ้าเอ๋ย
ระยองเฉลยฝากใจลงในขนำ
หากมิสิ้นหวนหามาน้อมนำ
นึกถึงน้ำภูผาทะเลเห่หวนคอย.

          ๙๙๙   แก้วประเสริฐ.   ๙๙๙

				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟแก้วประเสริฐ
Lovings  แก้วประเสริฐ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟแก้วประเสริฐ
Lovings  แก้วประเสริฐ เลิฟ 0 คน
สวัสดีค่ะคุณลุง จำหนูได้ไหมเอ่ย