30 มีนาคม 2549 12:48 น.

หัวใจที่อาดูร

แก้วประเสริฐ


        หัวใจที่อาดูร

     ลมลมบ่มโชยพลิ้ว
ลอยละลิ่วบนฟ้าไกล
ใจจิตเป็นไฉน
หวนร้องไห้ใจร้าวรอน   
      วอนวอนอ้อนสู่รัก
หัวใจภักดิ์หักเป็นตอน
น้ำตาที่เปียกปอน
ดวงสมรรอนแรมไกล

     รักรักที่พรากแล้ว
จิตใจแผ่วมิแคล้วคลาย
สิ่งปองรอบเคียงกาย
โอ้สิ้นสลายใยมิกูน
      พรากพรากมาหักสิ้น
ช่างโบยบินจนสิ้นสูญ
หัวใจที่อาดูร
บวกลบคูณศูนย์ดวงแด

        **************

      ฝากไว้ในฟากฟ้า
 มองแลหาแต่ดวงดาว
ระยิบพริบพร่างพราว
คอยมองเฝ้าเคล้าหัวใจ
      สิ้นรักปักเสน่หา
เดือนดาราซิไปไหน
ออดอ้อนสู่ห้วงใน
เหตุไฉนไร้ดาวเดือน

     อนาถสิ้นปิ่นเทวษ
อาณาเขตเหตุคอยเตือน
รบเร้าเฝ้าถากเฉือน
ดุจเสมือนใจที่ไร้ฝัน
     แก้วตาขอลาก่อน
สิ่งออดอ้อนตอนจาบัลย์
สิ้นรักถูกหักพลัน
เดือนดาวร้าวคราวอาลัย.

    ***  แก้วประเสริฐ.  ***
				
22 มีนาคม 2549 11:50 น.

เงาแสงรักที่ปลายสุดขอบฟ้า

แก้วประเสริฐ


      เงาแสงรักที่ปลายสุดขอบฟ้า

     หวนรำลึกถึงวันซ่านซึ้งจิต
ผูกชีวิตติดพันนั้นขอบฟ้า
มีดาวเดือนตะวันโพ้นนภา
แสงทอดมาเป็นเพื่อนเยือนใจชาย

     อันคลื่นสิเน่หาพารักมักหุนหัน
วูบวาบพลันสั่นระริกพลิกหลีกหาย
แวดวงล้อมย้อมจริตติดใจกาย
ล้วนหลงใหลคล้ายมายามาผนึก

     ดุจสายชลวนเชี่ยวเกลียวน้ำพร่ำ
เฝ้าตอกย้ำซ้ำหัวใจใฝ่ระทึก
ภาพจมลงตรงหทัยให้รำลึก
หวนสู่นึกตรึกไว้เพื่อหมายปอง

     แฝงเยือกเย็นแผ่วร้อนซ่อนมากหลาย
ล้วนฝากไว้ให้อาลัยใฝ่สนอง
แผ่ซ่านซึ้งตรึงทรวงลวงทั้งลอง
เข้าทำนองผองอารมณ์ข่มอดสู

     ล้วนแนบเนื้อเอื้อพรายลายละเลื่อม
วาวกระเพื่อมเลื่อมลาวัลย์สรรค์สุดกู่
ดุจเป็นเงาเฝ้าทดลองปองเอ็นดู
หากเข้าอยู่สู่หัวใจไม่พบพาน

     รักไหลวนปนเสี้ยวเลี้ยวผ่านจิต
สู้ลิขิตผิดแผกจำแนกประสาน
ส่งกลอกกลิ้งวิ่งวนจนร้าวราน
มิสราญผ่านห้วงช่วงอารมณ์

     พลิกผันแปรแส่ไฟที่ไหลอาบ
ร้อนวูบวาบฉาบไว้ไม่สุขสม
ดุจสนธยาลาลับนับหมองตรม
พลิกลอยลมจมห้วงล่วงเลยไป

     วันคืนผ่านสั้นยาวเฝ้าเรียกร้อง
ห้วงทำนองคล้องไว้คล้ายสดใส
ส่วนลึกนั้นพลันว้าเหว่เห่ในใจ
สิ่งมอบไว้กลายกลับนับแลวัน

     รัตติกาลผันแสงแฝงเพริศพริ้ง
งามแขยิ่งสีแสงแห่งเฉิดฉันท์
รักเรียกสู่ดูเฝ้าชื่นคืนผูกพัน
ภาพรักนั้นพลันเจิดจ้าพาระริก

     โอ้สุดแล้วแนวชีวิตจิตหักโหม
ละแผ่วโน้มโลมมายาหันมาปลีก
ปั่นป่วนซึ้งตรึงหทัยคล้ายอุกฤต
หันหลังหลีกตัวหลบพบซึมทรวง

     เงาน้ำใจไหลหลั่งพังทลายสิ้น
แม้ยลยินแต่ใยรักที่มักห่วง
สิ่งเจิดจ้าหายลับนับจากดวง
สิ้นไกลลวงช่วงช้ำยากนำมา

     ความสูงต่ำดำขาวพราวสิ่งสร้าง
แม้นจักวางกลางใจไร้คุณค่า
ทอถักใส่สายสัมพันธ์นั้นขอลา
แสงสิเน่หาเปรียบไปเหมือนไร้เงา.

       *  แก้วประเสริฐ. *
				
20 มีนาคม 2549 16:56 น.

ต้นรักหักโศก

แก้วประเสริฐ


                         ต้นรักหักโศก

      โศกใดเล่าเท่ารักที่มากโศก
วิปโยคสิ่งใดจากใจฉัน
ก่อกำเนิดซ่อนไว้ให้แก่กัน
สร้างตำนานวันโศกโยกทั้งทรวง

     ล่วงผ่านมาคราใดมิคลายโศก
แม้นจะโยกโบกปิดยังติดหวง
แฝงก่อเกิดต้นรักมากักตวง
เกิดเป็นดวงใจใหม่ในแรงหัก.

               ภาพกระแสน้ำไหลละลิ่วเป็นระลอก
 บางครั้งกระฉอกเป็นละอองฝอยๆ
กระทบแสงตะวันเป็นภาพเงารุ้งตะวันเล็กๆจับนัยน์ตายิ่ง
          คลื่นน้อยใหญ่กำลังวิ่งแข่งกันเพื่อค้นหาชัยชนะเข้าสู่ฝั่ง
ชายหาดที่ทอดยาว
ตามแนวไม้ สนบ้าง มะพร้าวบ้าง เว้าเป็นครึ่งวงกลมลับสู่ทิวเขา
อันยาวเหยียดที่นอนทอดสายตา มองภาพต่างๆมีบ้าง
 กำลังสนุกสนาน ร่าเริง  และบางคน
ซึมเศร้า
          ต้นไม้เล็กๆข้างกายกำลังออกดอกเบ่งบานสะพรั่ง
สีม่วงอมขาว 
 ขึ้นอยู่ภายใต้เงาฉัตรของต้นสน
ที่ใบร่วงทับถมจมพื้นเรี่ยราดรอบๆขอบต้น
 บ้างแขวนบนกิ่งใบต้นไม้นั้น ขาดคนเอาใจใส่ดูแล
เปรียบประดุจไม้ริมทาง
          ฉันนั่งมองพิจารณาบนเสื่อผืนน้อยที่ทั้งเก่าและขาดเป็นรูพรุนๆ
 แต่ก็พออาศัยได้บ้าง ภายใต้เงาต้นสน
ที่รู้สึกว่าพอที่จะบังแดดได้  ซึ่งดีกว่าบางต้นที่มองดูโกร๋นไปเสียเกือบหมด
           นี่หรือต้นรัก....
ที่คนเรามักประจักษ์ค้นหาไขว่คว้ามาสู่ตัว
โดยปราศจากความหยั่งคิดถึงความหมายของมัน
 ที่สร้างทั้งความชุ่มชื่นแก่จิตใจ จะมีบ้างที่สร้างความไหวหวั่น  
ปวดร้าว จนถึงที่สุดท้ายแห่งชีวิต
           แต่ใยเล่า..รักนี้ใช่จะเลวร้ายไปทั้งหมดก็หาไม่ 
 เพียงแต่ว่าผู้ที่ได้มาแล้วรู้จัก
 อดกลั่น อดออมถนอมเฝ้ารักษา 
 เพื่อให้มันเบ่งบานซาบซ่านในหัวใจมิรู้วาย
 ก็จะทำให้ผู้นั้นพบแต่ความสดชื่นตลอดกาลนานมิรู้เบื่อ
           อนิจจา...ผู้ที่ได้มาแล้วกลับทิ้งขว้างหาสนใจใยดีว่า 
รักนี่จะเศร้าโศกสักปานใดก็ตาม
 ดุจประหนึ่งดั่งต้นรักที่มองอยู่ฉะนี้หรือ
            โอ้จริงนะ...
บางครั้งผู้ที่เฝ้าถนอมรักษาทั้งกายและใจ
ยังถูกรักทอดทิ้งจนต้องเดียวดายบ้าง
 หรือว่ารักมันจะประชดชีวิตของมัน 
จึงได้กลั่นแกล้งผู้คนเสียนะ
             ฉันนั่งคิดๆๆๆๆ......มองๆๆๆๆ....แล้ว
พิจารณาท่ามกลางสายลมที่เฉื่อยฉิวอ่อนๆ
ที่พัดจากท้องทะเลเข้าสู่ฝั่ง  จนเกิดเป็นจินตนาการแทรกซ้อน
ย้อนอดีตที่ผ่านมาจากความฟุ้งซ่าน...
พลุ่งพล่านใต้จิตสำนึกย้อนสู่ปัจจุบัน
              หลับตาลงพร้อมสูดลมหายใจลึกๆ
 เพื่อลำดับเหตุการณ์ระบายสู่ธรรมชาติอันเงียบสงบ
 ที่มีแต่เราผู้เดียวนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ 
ใบสนที่ร่วงลงมากระทบศีรษะและร่างกายบ้าง
แต่หาทำความรำราญใดไม่.....
               อุ้ม...เด็กสาวน่าตาพอไปได้ นัยน์ตากลมโต ผิวสองสี
  ลักยิ้มข้างแก้มทั้งสอง สร้างประกายเสน่ห์ยาม
เจ้าหล่อนเผยอยิ้ม   ดูเหมือนจะสร้างรอยประทับฝังลงรากไว้ภายใน
ยามสบตาแลยิ่งกว่าเรือนร่างผอมเล็กๆและ
นุ่งผ้าถุงเก่าๆเสียอีก  แต่ทว่านิสัยร่าเริงสนุกสนานประกอบรอยยิ้มเป็นอาจินต์
ที่ลบความบกพร่องของเครื่องแต่งกายลงไปเสียสิ้น
                ฉันและหล่อนเป็นเพื่อนวิ่งเล่นกันมาแต่เด็กๆ
ต่างสนุกสนาน เข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน มีของเล่น
ขนมอะไรเราแบ่งปันกันกิน เราอาบน้ำด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน
 ความประทับใจนี้ฝังลึกลงสู่ห้วงดวงใจทั้งสอง
ตลอดจนถึงสัญญาของเด็กๆที่มีต่อกันจวบจน.........
                 วันคืนหมุนเปลี่ยนผันแปรไปตามกาลเวลา
 ความเจริญรุ่งเรือง ความศรีวิไลย่างกรายเข้าสู่ถิ่นที่อยู่ 
มีการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน  
จากเด็ก ย่างเข้าสู่วันรุ่น ความเป็นหนุ่มแฝงเข้าสู่ร่างกาย
 แต่การติดต่อก็ยังไปมาหาสู่ผูกกันอยู่เสมอ
ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เราเข้าใจแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงบ้างก็ให้อภัยซึ่งกันและกัน
                  อุ้มให้สัญญาพี่จ๊ะ จะรักพี่ไปจนวันตาย
นี่คือคำพูดที่ออกมาจากปากของหญิงสาว
ก่อนที่หล่อนจะหายไปจากถิ่นที่อยู่ 
สร้างประทับรอยฝังลึกสู่ห้วงใจของฉันตลอดมา 
                  จากคำบอกของเพื่อนบ้านทำให้รู้ว่า  ครอบครัวของอุ้มได้ย้ายไปอยู่กรุงเทพฯ
แต่บ้านยังไม่ได้ขายให้ใคร
 เพราะคงจะกลับมาอีกเพียงแต่เหลือที่และบ้านเพียงเล็กน้อยเท่านั้น 
 หรือว่าคงจะเป็นอนุสรณ์เก็บไว้หรือยากหาคำตอบ
                  แต่แล้ว....หล่อนก็กลับมาจริงๆ  มาพักอาศัยบ้านหลังเดิม  
  ความลิงโลดดีใจผุดขึ้นมาอย่าง
กะทันหันฉันรีบไปเยี่ยมเยียนทันที 
 นำของเล็กๆน้อยเท่าที่พอจะหาได้ไปฝาก
                  อุ้มๆๆ...พี่มาเยี่ยมแล้ว..
.แต่แล้วคำพูดที่จะกล่าวต่อก็ชะงักงัน มันจุกอยู่แค่ลำคอ 
 ตะลึงงุนงง
เมื่อเห็นสภาพร่างกายของหล่อน 
 ใช่มันผิดแผกเสียจริงๆ  ผิดแผกเสียมากมาย
 อุ้มไม่เหมือนเดิม หล่อนนอน
อยู่แต่ตรงส่วนกลางซิ มันใหญ่โตมโหฬาร 
                   อุ้มกำลังจะเป็นแม่เด็ก    
หล่อนทอดสายตาหันมามองน้ำตาคลอเบ้า 
 พี่...พี่...เสียงสั่นเครือคือคำตอบ
อ้าว...แล้วอุ้มมาคนเดียวหรือไม่เห็นมีใครมาบ้างเลย    
ฉันยิงคำถามต่อ ทั้งๆที่หัวใจสั่นระริกตลอดเวลา
จ๊ะพี่.......หล่อนตอบรับ
แล้วพ่อเด็กล่ะ... ทำไมไม่มาด้วยหือ
ไม่มีใครสนใจอุ้ม...  อุ้มหนีมาคนเดียวจ๊ะ
 คิดว่าจะมาพบพี่... เพราะไม่มีใครเข้าใจอุ้มได้ดีกว่าพี่ และจะฝากลูกไว้กับพี่ช่วยเลี้ยงดู ...
พี่คงไม่ว่าและรังเกียจนะ...
อุ้มไม่มีใครจริง...
มีแต่พี่เท่านั้นที่จะช่วยเหลืออุ้มได้....
ฉันๆๆ....พูดได้แค่นั้นแล้วทรุดกายลงนั่งข้างๆ
  เอ้าว..นี่ของฝาก
พี่รับปากกับอุ้มซิจ๊ะ........หล่อนร้องไห้
หากพ่อเขามาตามมาทวงล่ะ อุ้มจะให้พี่ทำอย่างไรล่ะ .....
รักปากทั้งที่ในส่วนลึกสับสนวุ่นวายคำถามมากมาย
ฉันๆ...จะทำให้ถูกต้องตามกฏหมาย  ไม่มีปัญหากับพี่หรอก 
 เอ๊ะ..แต่พี่มีเมียแล้วหรือเปล่าล่ะ ...หล่อนยิงคำถามย้อนกลับมา    ฉันงงรีบตอบทันที
เปล่า...ฉันตอบสั้นๆ  
ใครล่ะจะมาสนใจพี่  พี่นะคอยอุ้มคนเดียวจริงๆน๊ะ
หล่อนมองหน้า...และเผยยิ้ม...อุ้ม...ยังมีรอยยิ้มสวยเหมือนเดิม
 ทำให้ฉันยิ่งใจอ่อนงวยงงยิ่งขึ้น
น๊ะๆๆๆพี่   ช่วยอุ้มหน่อยอุ้มจะอยู่กับพี่จ๊ะ   ....  เจ้าหล่อนพูด
                      สายลม  แสงแดด  ทะเล 
ก็คงเหมือนเดิมแต่กาลเวลาไม่เหมือนเดิม
 วันคืนผ่านไป
 เราสองต่างอยู่อย่างมีความสุข
 อุ้มเหมือนเดิม 
 เหมือนๆกับก่อนที่จะจากไป
เพียงแต่ว่าเราไม่ได้อยู่ด้วยกันเท่านั้น  
  ฉันวนเวียน
มาเยี่ยมและรับเลี้ยงดูหล่อนและลูก  ซึ่งเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆ
                      สิ่งที่แปลกประหลาดอย่างหนึ่งคือ 
ฉันยังเป็นโสด แต่มีลูกเป็นเด็กผู้หญิง
ที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ
  จนชาวบ้านต่างนำเอาไปนินทาเป็นที่สนุกปากกันเซ็งแซ่ 
 แต่ช่างเถอะอานุภาพแห่งความรัก
 ที่ฉันมีต่ออุ้มมันลึกซึ้งยิ่งนัก  ฉันอยู่คนเดียวหาเลี้ยงชีวิตคนเดียวไม่มีใครเหลียวแล
จึงคิดว่าหากเพิ่มภาระตรงนี้อีกสักนิดคงไม่เป็นไร
 กับการที่ได้ช่วยเหลือคนที่เรารัก ที่ผูกพันกันมาอย่างยาวนาน
 นานเสียจนบางครั้งลืมความเป็นตัวของตัวเอง  
จะสนใจสิ่งใดๆอีกไปทำไมเล่า  ฉันคิด
ที่สำคัญ .... ฉันเกิดรักเด็กน้อยตัวนิดๆนี้เสียด้วย 
เหมือนกับเราเคยสร้างบุญร่วมกันมามิปาน 
จนเป็นแก้วตาดวงใจฉัน...
ฉันเรียกเด็กหญิงแสนรักนี้ว่า....อ้อย...  
อ้อยเป็นเด็กน่ารักรู้จักเอาใจใส่พ่อแม่ดี 
ไม่ดื้อ ไม่ซน พูดจาฉะฉาน
 ประจบเอาใจ จนฉันหลงใหล
จนคิดว่านี่คือลูกฉันจริงๆ
                      และแล้วความแน่นอนคือความไม่แม่นอนก็เกิดขึ้น
  อุ้มหายไปอีกแล้วพร้อมทิ้งจดหมายและเด็กๆน้อยไว้
                     ข้อความจดหมายเขียนว่า
 พี่...อุ้มกราบขอโทษที่ไม่ได้พูดกับพี่ด้วยตัวอุ้มเอง เพราะทำใจไม่ได้
แต่ภาระสำคัญยังมีที่ต้องกระทำอีกข้างหน้า 
 หากไม่ตายเราคงจะพบกันอีกฝากลูกด้วย 
 อ้อ...ขอบอกกับพี่ว่า
อุ้มรักพี่บูชาพี่คนเดียว 
 คนอื่นๆเพียงสิ่งผ่านเข้ามาในชีวิตอุ้มเท่านั้น
 ส่วนใจอุ้มนี้มอบให้พี่คนเดียวเสมอจ๊ะ
รักพี่มากด้วยความจริงใจเสมอ
........รัก......อุ้ม
                     เสียงคลื่นซัดชายหาดยังแว่วๆมา 
 แม้บางครั้งจะเงียบหายไป
 แต่ก็กลับมาอีก แต่ทว่าบัดนี้สิ่งเก่าๆ
กลับมาสร้างจินตนาการในห้วงใจฉัน
 เรียกร้องอยู่อย่างมั่นคงสม่ำเสมอ
ไม่มีวันจืดจางหายไป
                     พ่อ ๆ ๆ ๆ ๆ....
นั่งทำอะไรอยู่หรือเห็นยิ้มมองต้นไม้คนเดียว
เป็นเสียงของเด็กหญิงค่อนข้างจะเป็นสาว
 กำลังเขย่าหัวไหล่ 
พร้อมทั้งซบหน้าลงบนไหล่และกอดรัดอยู่
พร้อมกับหัวเราะคิกๆ
          เปล่า...เปล่าหรอก...ปดลูกไว้
       พ่อกำลังมองดูต้นไม้และคิดว่าทำไมจึงมาอยู่โดดเด่นต้นเดียวจ๊ะ 
 อ้าว...แล้วไม่ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนหรือ
นี่ก็เกือบค่ำๆแล้วนะ จะได้ไปทานข้าวกัน 
 รีบหาทางออกที่จะถูกลูกสอบถามสาเหตุมากกว่านี้
       ไม่หรอกพ่อ   หนูเห็นพ่อหายไปออกค้นหา
  นึกแล้วเชียวว่าพ่อจะต้องมานั่งที่นี่คนเดียวอีกเหมือนเคย
จะเอาเสื่อใหม่มาเปลี่ยนให้
 พ่อก็ไม่ยอมบอกเสื่อเก่าๆนี่แหละดีแล้ว
 ไม่ต้องกลัวหาย เก่าก็เก่า
        อดไม่ได้ที่ต้องมองจ้องเสื่ออีกครั้ง 
 ใช่แล้วมันเป็นเสื่อเก่าๆที่ฉันเคยนั่งเล่นกับอุ้มเสมอมา
ยามที่เรามานั่งคุยกัน 
มองน้ำทะเล นกที่กำลังบินหากิน และฟังเสียงใบสนที่ยามต้องลม
 บางครั้งหล่อนนอนหนุนตักกันและกัน
 เราคอยพัดวีให้ มันเป็นอดีตที่ล่วงลับไป
 และยากที่จะหวนกลับมาอีกแล้ว
คงมีแต่เสื่อนี่แหละที่ยังทำให้อดีตเก่าถูกรื้อฟื้นขึ้นอีกครา
         ฉันลุกขึ้นยืนพร้อมจูงมือเด็กสาว  เย็นมากแล้ว 
โน่นพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า
 เดี๋ยวก็จะมืดเสียก่อน
อดไม่ได้ที่จะหันไปมอง ต้นรัก
ที่อยู่ใกล้ๆกับเสื่อผืนเก่าที่แฝงอดีตไว้
 ถูกม้วนพิงกับต้นสนรอกาลเวลาต่อไป
        แต่ทว่าใช่แล้วต้นรักได้ก่อกำเนิดขึ้นแล้ว
 ก่อกำเนิดในร่างเด็กสาวอยู่เคียงข้างฉันนี่จะไม่มีวันโรยลาไป
จากใจฉัน
 เหมือนต้นรักเก่าที่ฝังรากลึกในห้วงจิตวิญญาณฉัน 
ที่ฉันหักความเศร้าโศกลงแล้ว 
 ยามเมื่อเกิดต้นรักใหม่ก่อเกิดเคียงคู่
 ต้นหนึ่งหักโศก 
อีกต้นพ้นวิปโยค
โฉลกลงไว้ในห้วงฉันตลอดนิรันดร์กาล
อ้อย....คือต้นรักพันธุ์ใหม่
ที่ได้ทั้งกายจิตวิญญาณฉันไปหมดสิ้น
 ใช่แล้ว....อ้อย..ลูกรักของพ่อ.

                      ***  แก้วประเสริฐ.   ***
				
15 มีนาคม 2549 13:50 น.

มิใช่เราเขา

แก้วประเสริฐ


                    มิใช่เราเขา

     ความร้อนรุ่มรุมคิดจิตไหวหวั่น
ดินฟ้านั้นพลันเสริมเติมหวั่นไหว
ทั้งในห้วงดวงจิตติดบ่วงใจ
ลบวิไลในกระแสแผ่ตามมา

     เฝ้ารุกเร้าเข้าเสริมเติมสิ่งหลง
เกิดพะวงลงโทสะมาใฝ่หา
ทั้งความโลภละโมบโอบอุรา
สิ้นปัญญามาตรองหมองระทม

     อนิจจาเกิดขังอนิจจังเปลี่ยน
เข้าวนเวียนภายในคล้ายสะสม
สู่ความทุกข์คลุกไว้ให้หมองตรม
เข้าเวียนวนจมห้วงล้วงดวงใจ

     เมื่อเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วสู่ดับ
มิแลลับจับอวิชาเข้าอาศัย
แล้วพะวงหลงผิดติดสู่ไกล
ซ่อนลงไว้ใจเฝ้าเข้าทางมัน

     หากเมตตามากำหนดจรดห้วง
คล้องเป็นบ่วงกรุณามาเสกสรร
นำมุทิตาไตร่ตรองมองพินิจกัน
ปัญหานั้นกลั่นลงตรงอุเบกขา

     ละเสียได้วางสิ่งอย่าอิงเขา
ไม่ใช่เราตัวเขาเฝ้ากังขา
สิ่งอันใดปล่อยไว้ให้โรยลา
คิดเสียว่าเป็นห้วงของบ่วงกรรม

     ความพอใจในฉันทะอย่าละเสีย
จะละเหี่ยเพลียใจให้หมองคล้ำ
เพียรสร้างธรรมนำวิริยะประกอบนำ
จิตครอบงำทำวิชาให้แตกฉาน

     ให้ไตร่ตรองมองลงที่ตรงนั้น
เข้าเสกสรรขันแต่งแห่งสร้างสรรค์
ตรวจสอบขอบช่องร่องแห่งมัน
อุดรอยพลันแต่งกรรมนำวิชา

     รูปธรรมนามธรรมนั้นมันเป็นธาตุ
ที่ประหลาดตรงคิดได้ใฝ่ใจหา
เป็นอมตะแห่งธาตุแตกฉานมา
จะไขว่คว้าความสบายใจกายตน

     เข้าดิ้นรนจนสู่ห้วงบ่วงแห่งทุกข์
บุกเข้ารุกปลุกไว้ให้สับสน
สร้างสิ่งนั้นผันเปลี่ยนเวียนใจคน
แหวกว่ายวนในห้วงบ่วงสงสาร

     จนเกิดดับจับภพชาติอนาถยิ่ง
สร้างระวิงอิงทุกข์คลุกประสาน
พอร้อนรุ่มกลุ้มให้ใจร้าวราน
สุดประมาณหาวิชามาใฝ่ตรอง

     ทุกข์เกิดได้ละได้ในที่ทุกข์
ที่เข้ารุกในที่ใจมาใฝ่สนอง
ให้ตรวจสอบใจทุกข์ที่มาครอง
แล้วกลั่นกรองดับทุกข์ที่ปลุกเรา

     อริยะสัจศาสดามาประกอบ
ให้รอบคอบตรวจสอบมิโฉดเขลา
จนลุล่วงปวงอวิชาปัญญาเบา
สิ้นเราเขาเข้าสู่ทางสร้างนิพพาน.

            *  แก้วประเสริฐ. *
				
13 มีนาคม 2549 11:10 น.

สุดสิ้นทางอเวจี

แก้วประเสริฐ


                 สุดสิ้นทางอเวจี

     สิ้นสุดทางจ่างแล้ว...........ฝันฤา
มวลสิ่งระวิงถือ.....................สื่ออ้าง
ลวงหลอกยอกทำยื้อ.............คือพร่ำ   ขำแฮ
ไกวแกว่งแฝงสู่ร้าง...............อกช้ำกำสรวลฯ

                  ***********************

     สิ้นสุดทางร้างฝันสรรค์สิ่งพริ้ง
มวลระวิงยิ่งแกว่งแฝงหวั่นไหว
ช้ำในนอกยอกย้อนซ่อนแกว่งไกว
สะท้านไว้หน่ายประเด็นเห็นผันแปร

     ความวกวนหนุนจนล้นสู่ห้วง
สะท้านทรวงหน่วงลึกผนึกแผล
ใจเจ้าเอ๋ยเคยไว้ในดวงแด
สุดทางแก้แพ้นักรักทะลาย

     สิ่งที่แท้แน่แล้วล้วนแนวหัก
ครั้นฟูมฟักถักถ่ายเป็นใยสาย
ชโลมหวานซ่านจิตติดละลาย
วิมานสลายกลายบ่วงห้วงระทม

     วันเวลายิ่งผ่านไปให้ซึมเศร้า
แฝงรูปเงาเหงาเกินเผอิญขม
ระบมตรมบ่มแล้วแนวทางชม
ดวงวิมลจมปลักมักโรยลา

     วิเวกเคล้าเฝ้าอยู่กู่ร้องเรียก
หวานสำเหนียกว้าวุ่นครุ่นคำหา
โลมหัวใจให้แสดงแรงฤทธิ์มา
ปานหนึ่งว่าผ่าห้วงล้วงดวงกมล

     ยะเยือกเย็นเซ็นซ่านผ่านแนวคิด
โลมเร้าจิตติดกระแสแต่สับสน
อกเราเอ๋ยมิเคยเห็นเช่นวังวน
กระแสชลปนเลือดเหือดน้ำพุ

     เหลือเพียงคราบอาบลมบ่มสิ่งแค้น
ที่แนบแน่นแก่นใจคล้ายระอุ
ไฟเสน่หาพาเก่าเข้ามาคุ
ยากบรรลุคุกรุ่นดุนดวงใจ

     สิ้นสุดแล้วแนวฝันที่สรรค์สร้าง
แม้นอ้างว้างร้างจางทางสดใส
พลาดชีวิตคิดพาดวาดสิ่งไกล
จบสลายกลายเป็นเศร้าเฝ้าทางเดิน.

              *  แก้วประเสริฐ. *
				
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟแก้วประเสริฐ
Lovings  แก้วประเสริฐ เลิฟ 0 คน
Calendar
Lovers  0 คน เลิฟแก้วประเสริฐ
Lovings  แก้วประเสริฐ เลิฟ 0 คน
สวัสดีค่ะคุณลุง จำหนูได้ไหมเอ่ย