กลอนแอบชอบ

ขอทานรัก

Prayad


ณ ซอกตึกแห่งนี้มีที่ว่าง
สำหรับวางหัวใจอันไร้ค่า
คนมอซอรอเศษความเมตตา
นั่งก้มหน้าคอตกอกขอทาน
ความเจ็บปวดรวดร้าวคราวแรกรัก
สะท้อนทรวงฮักฮักคอยหักหาญ
ดวงฤทัยรักแรกเหลวแหลกลาญ
จนพิการเช่นนี้ฤดีตรม
จึงกลายเป็นยาจกที่อกหัก
ขอเศษรักคนอื่นอย่างขื่นขม
พิการใจไร้หญิงอิงแอบชม
นั่งซานซมหน้าด้านขอทานรัก
ไม่เกินวันพรุ่งนี้หรอกชีวิต
คงปลดปลิดลงด้วยใจป่วยหนัก
ดุจไร้ญาติขาดหญิงไว้พิงพัก
โถ...ใครจักต่อชีพจงรีบไว
โปรดให้ทานรักล้นแด่คนยาก
ผู้ฝันฝากใฝ่รักเจียนตักษัย
มิเคยเกี่ยงเลี่ยงเว้นว่าเป็นใคร
ขอเพียงใจมีรักจักสมปอง
มัวชักช้าร่ำไรอาจใจร้าว
หากได้ข่าวยาจกอกกลัดหนอง
สิ้นชีวาตม์ขาดคนมาสนมอง
เมื่อนั้นน้องอาจช้ำนอนคร่ำครวญ
(ธันวาคม ๒๕๒๘)

ผู้หลงรัก : The Lover

Prayad


ผู้หลงรัก : The Lover
สายตาฉันใคร่เชยชิดจุมพิตพักตร์
สุดห้ามหักหนักอุราดวงตาฉัน
มันอยากจูบดวงหน้าโฉมลาวัณย์
รุกโรมรันกระสันส่ายด้วยสายตา
 
สั่นสะท้านผ่านไหล่อุ่นไอร้อน
ค่อยแทรกซ้อนทรวดทรงคุณตรงหน้า
ฉันโลมไล้ไปยังปากฝากวาจา
วนไปมาทุกหนแห่งแหล่งของเธอ
 
ฉันมิอาจห้ามสายตามันพาสื่อ
นั่งสองมือซุกตักรักพร่ำเพ้อ
มิอาจทักแตะต้องเพียงมองเธอ
แต่ตาเผลอไล้ลูบจูบวงพักตร์
 
มิมีใครหยุดยั้งรั้งฉันอยู่
ดั่งลมลู่ลุกไป ไม่ประจักษ์
สุดห้ามจิตที่คิดวิ่งไหลยิ่งนัก
รื่นรมย์รักมิจบสิ้นสุดยินดี
 
ดวงตาเธอฉงนส่อสนเท่ห์
ออกรวนเรมิรับรู้ดูแปลกที่
ฉันซบลงกับมือฉันในทันที
ดวงตานี้กลิ้งกลอกเกลือกใต้เปลือกตา
 
The Lover
 
My eyes want to
kiss your face.
I have no power
over my eyes.
They just want to
kiss your face.
I flow towards you
out of my eyes,
a fine heat
trembles round your shoulders,
it slowly dissolves
your contours
and I am there with
you, your mouth
and everywhere
around you –
I have no power
over my eyes.
            I sit with my hands in my lap,
            I shan’t touch you and I’ll never
speak.
   

๏ ปฏิเสธไม่ได้ว่ารักเธอ ..

อัลมิตรา


 ..๏  เรารู้จักกันมากว่าสิบปี
เป็นเพื่อนซี้ทางใจในโลกฝัน
เขียนกลอนแก้แหย่เย้ากระเซ้ากัน
ความผูกพันเริ่มต้นบนเวปกลอน
เราสนทนาปราศัยไร้ซึ่งเสียง
อาศัยเพียงคารมคมอักษร
ก็คล้ายชิดสนิทสนมบ่มอาวรณ์
ฤๅ  ปางก่อนไมตรีเคยมีมา
เราวางข้อกำหนดกฏเกณฑ์กัน 
สร้างเขตกั้นเพื่อพ้นคนครหา
สายสัมพันธ์พี่น้องพ้องวิญญาณ์ 
ชั่วดินฟ้ามิตรภาพตราบสิ้นใจ
 
เรารับรู้อยู่เสมอทั้งเธอ-ฉัน 
โลกเน็ตนั้นหลากคนมากกลไข
ฉันเปิดเผยเธอปิดมิดชิดไป
แต่เชื่อไหมไม่ยากหากติดตาม
จวบเมื่อวานฉันงงแถมสงสัย
เธอบอกใกล้เวลาจึงมาถาม
ฉันจะหลงรักไหมในรูปนาม
จะหักห้ามใจไหมหากได้เจอ
เพราะรู้จักกันมากว่าสิบปี 
หัวใจนี้มีบ้างพลาดพลั้งเผลอ
ตราบที่ลมหายใจใฝ่ละเมอ
ถึงรอเก้อหัวใจนี้ยังปรีดา
ถามว่าหลงรักไหมในรูปนาม 
ขอตอบตามความจริงยากยิ่งหนา
สุดหักห้ามปรามใจคราวใกล้ตา
แม้นรู้ว่าห่างไกลในโลกจริง  ๚ะ๛

ความหลัง ยังหวังอยู่

ฤกษ์ ชัยพฤกษ์


เมื่อความหลังลางเลือนมาเยือนจิต
หวนพินิจเรื่องราวแต่หนหลัง
เมื่อสบตาพาให้พะว้าพะวัง
สุมประดังรักบ่มตรมฤดี
 
เหมือนรอยรักบาดลึกในดวงจิต
เพียรเท่าใดไม่สัมฤทธิ์สิ้นราษี
เพียงเขียนกลอนวอนว่ามาหลายปี
กลับมาอ่านอีกทีสุขมิวาย
 
"คมเนตรบาดลึกกลางแกนใจ
ลบเลือนอย่างไรมิจางหาย
เดือนปีผ่านพ้นกระวนกระวาย
มิคลายหวนฝันวันสบตา
เหมือนม่านเบาบางมาขวางกั้น
แบ่งชั้นกางฉากมากกังขา
ซ่อนเร้นหลบลึกความเย็นชา
คล้ายว่ามีให้มิตรไมตรี
ความหวังตั้งไว้สุดสูงส่ง
มั่นคงยิ่งนักด้วยศักดิ์ศรี
ยึดงานยึดธรรมนำความดี
โอกาศคงมีให้สักวัน
อยากพบสบตาเผยความนัย
เงื่อนไขมีเพียงได้เคียงฝัน
เปิดใจคุ้นเคยเอ่ยจำนรรจ์
ให้เธอเลือกสรรค์ด้วยสักคน
ความหวังยังมีเหลือบ้างไหม
หัวใจสดชื่นเพียงสักหน
ขวบปีหมดสนุกต้องทุกข์ทน
หมองหม่นแววตาที่ล้าเมิน"
 
ถึงบัดนี้ความหวังมิเหลือรอย
แม้สักน้อยนึกไปยิ่งใจเขิน
ขอเพียงไห้ทุกท่านอ่านเอาเพลิน
อยากเป็นจริงก็เกินกว่ากำลัง.. 

เสน่หา

แก้วประเสริฐ


                       เสน่หา
๐รอยยิ้มเด่นพักตร์พริ้ม....งามตา
มองเหม่อสุดเสน่หา.........ใฝ่ซึ้ง
ตลึงแลแม่กานดา............สุดคลั่ง  จริงเฮย
สบเนตรแม่ดั่งผึ้ง.............พี่ต้องหม่นหมอง. ๐
๐ รอยยิ้มเด่นพักตร์พริ้มอิ่มงามตา
ดุจดั่งมฤคาคราเฉิดกรายโฉม
เอวองค์อ่อนไหวหวั่นสุดพรั่นโลม
เหมือนแสงโคมพลิ้วไหวในสายลม
๐ ลักยิ้มเด่นสองดวงพวงแม่สวาท
งามพิลาสคราสบพบขื่นขม
สาวน้อยลอยเลื่อนพริ้มพราวอารมณ์
ช่างยากข่มยามเปลี่ยวเสี้ยวหัวใจ
๐ อกเอ๋ยอกพบพาคราขวานบิ่น
แทบจะสิ้นเสน่หาคราสดใส
เหมือนแก้วร้าวคราวพบสบไฉไล
ยากจะได้สท้อนห้วงล่วงสู่จินต์
๐ งามยิ่งนักดั่งมฤคาครากรายสวาท
พราวพิลาสนวลใยใจแทบสิ้น
เหมือนจับบัวสองมือยื้อระริน
หมู่ภมรบินไขว่คว้าคราหว่านโลม
๐ ได้แต่มองสบเนตรเฉดนกเขว้า
สุดแสนเศร้าหฤทัยในเฉิดโฉม
โอ้เจ้าหนอดวงใจคล้ายถูกโคม
เปลวแห่งโสมแผดเผาเคล้าห้วงใน
๐ ปวดทรวงลึกร้าวไปคล้ายถูกกรีด
คมแห่งมีดเฉือนเชือดเลือดสดใส
เป็นแก้วร้าวคราวพบสบไฉไล
ดุจกระต่ายชะเง้อไว้ในดวงจันทร์
๐ ได้แต่มองละห้อยคล้อยห้วงอดีต
ยากจะกรีดหวนกลับยากนับสวรรค์
เพียงดวงเนตรแพรวพราวราวอนันต์
ฉีกชีวันสรรสร้างอยู่กลางโคลน.๐
        

โอ้แม่เสี้ยวดอกขาว

อาบูไซยาบ


โอ้แม่เสี้ยว ดอกขาว เจ้าพลัดถิ่น
นิวาสยัง แดนดิน ถวิลหา
ผลิดอกขาว พราวเพลิด เพลินพริ้มตา
ยั่วยวนให้ สกุณา ชิดชื่นชม
เจ้ายิ่งชู ดอกเด่น เป็นสง่า
อุราข้า ก็ยิ่งช้ำ ระกำขม
มิอาจเอื้อม แตะต้อง และดอมดม
ทุกระทม กี่ชาติจึง มิคลาดกัน... javascript:nicTemp();

แรกพบ ชมดาว

AngealBlade


-นั่นหนอนั่นตรงนั้นใครกัน
-ท่าทางท่วงท่าสง่าผ่าเผย
-ยามพูดคุยยิ้มอบอุ่นใจเอย
-แววตาเผยมิเห็นแฝงลามกอนาจาร
-8อ่าวว่าไงบุตรมานี่ด้วยเหตุใด8   ติดตามอ่านต่อข้างในครับ
-9อ๋อก็มารับหนังสือที่จองไว้ไงพี่9
-8พักนี้ที่สาขานู้เป็นไงมั้งเอย8
-9ก็เหมือนเคยไม่ค่อยมีลูกค้ามากวนใจ9
-!!ตายจริงเขาจะรู้ความจริงไหมหนอใจ
-เล่นมองมาแต่ใดหนอนี่
-เขามองมาทางเรานานไหมกว่าจะรู้ตัวเอย
-โอ้นี่เราเผยอาการให้เขาเห็นไปแล้วหรือไร
-ใยหนอจึงชอบมองเขาเอย
-ใส่แว่นสายตากรอบดำเลยดูแล้วไม่น่า
-ท่าทางไม่ส่อแววเกรงขามใดๆเลย
-แต่ทำไมหนอทำไมเอยพบเจอแล้วอบอุ่นใจ
-9กลับก่อนนะครับพี่วันนี้พี่กบอยู่คนเดียว9
-8จ้าเอาเลยรีบไปให้ไวเข้า8
-9ให้ผมบอกไหมพี่เอกฟากขนมมา9
-8แหมไม่ต้องบอกเขาก็รู้ว่าของใคร8
-ไปไหน?กลับแล้วหรือชายคนนี้?
ติดตามอ่านในตอนหน้านะครับ

แรกพบ

AngealBlade


-แรกแลเห็นติดตา
-วันต่อมามิได้เห็นจิตลวงว่าเห็นได้
-เหตุผลกลใดหนอจึงนึกถึงเธอตลอดเลย
-อะไรหนออะไรเอยอาการนี้คืออะไร
-เหตุใดหนอเหตุใดพบเจอแล้วต้องหลบตา
-คิดค้นหาจึงรู้ว่าเหตุผลนั้นให้คำตอบบ่ได้
-โอ้ใจหนอใจ เป็นอะไรไปเอย
-นี่เราหนอหลงรักเขาแล้วหรือไร 

อยากบอก

คนกรุงศรี


เหมือนอัดอั้น ตันใจ อยู่ในอก
แสนวิตก  วุ่นวาย  กระไรนี่
ด้วยใจยัง หวังไว้ ในไมตรี
แต่ยากที่ จะพร่ำ คำอันใด
ทั้งค่อนคืน ตื่นตา หาหลับฝัน
ถ้อยจำนรรจ์ นั้นยาก อยากขานไข
ถามจริงสิ มิรู้ ดูกระไร
สักนิดใน ใจผัน นั้นมิเคย

มีสิทธิแค่คิดฝัน

มวลภมร


รู้ทั้งรู้ พี่นี้ ไม่มีสิทธิ
เพียงแค่คิด ห่วงหวง ทวงความฝัน
แค่แอบคิด แอบหวัง สร้างสัมพันธ์
หวงห่วงกัน เกินไปบ้าง อย่างควรเป็น
ก็ยังรู้ ว่าเป็น ไปไม่ได้
แต่หัวใจ ยังไม่ รับความเห็น
บังคับใจ ไม่ให้รัก แสนยากเย็น
จึงจำเป็น ปล่อยให้ ใจรักเธอ
ก็มีบ้าง บางครั้ง พลั้งไปหน่อย
เผลอใจปล่อย ลืมตัว มัวเผยอ
ลืมเจียมตัว เผลอใจ ไปหวงเธอ
แค่เพียงเจอ เธอนั้น หวานกับใคร
เหมือนมดแดง แอบแฝง พวงองุ่น
ใจว้าวุ่น ร้อนลน ทนไม่ไหว
เฝ้ามองเธอ เผลอรัก เธอแล้วไง
จึงต้องทน ทุกข์ใจ ไปวันวัน
จึงต้องจำ ย้ำไว้ ไม่มีสิทธิ
ได้เพียงคิด อย่าเผลอ เพ้อไหวหวั่น
ได้เพียงมอง ห่างห่าง อย่างห่วงกัน
อย่าหวังผูก สัมพันธ์ สายหัวใจ
o.มวลภมร.o

เ ผ ล อ

แมงกุ๊ดจี่


เค้าขอยืมภาพคุณชายหมอหน่อยนะ  น้องเฌอ  อิอิ
สบตาแรกแทรกลึกรู้สึกใจ
แอบหวั่นไหวในอกตระหนกจิต
เผลอคิดเพ้อฝันไกลอยากไกล้ชิด
คงไม่ผิด...อยากเคียงแต่เพียงชาย...อิอิ
รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ นั้นอัดแน่น
เหมาะควงแขนไม่ห่างอยู่ข้างกาย
ส่งสายตาคอยเฝ้าคือเป้าหมาย
สุดบรรยาย...อยากจองทุกห้องใจ...ได้ป่ะ
ยิ่งสบตา...แวววาวที่พราวพริ้ม
พบรอยยิ้มที่ปรากฏนั้นสดใส
หากได้ซบอ้อมแขนคุณคงอุ่นไอ
หวานละไมเปี่ยมสุขได้ทุกวัน...
ปล่อยภวังค์เพ้อไปกับไหวหวาม
เฝ้าติดตามหัวใจที่ไหวหวั่น
เพียงแค่"เผลอ" อยากใกล้บางใครนั้น
พบเงียบงัน...เมื่อถามทุกความนัย...
ปล.๑ : เคยไหม? ต้องหวั่นเพราะสายตา
ปล.๒ : เป็นไหม? ที่สับสนกับเหตุการณ์
ปล.๓ : "เผลอ" ไปเพราะใจไม่เข้มแข็ง หนักแน่นใช่ไหม?
ปล.สุดท้ายแร่ะ : ชอบเพลงนี้มาก เพราะเป็นการบริหารเสน่ห์แบบเบาเบา  อิอิ
ช๊อบ ชอบ....

หวังในไมตรี

คนกรุงศรี


ใครคนหนึ่ง ซึ่งเหมือน เป็นเพื่อนพ้อง
ดุจพี่น้อง ร่วมงาน ช่วยสานศิลป์
เคยต่อกลอน อ่อนหวาน ผ่านจากจินต์
ให้โลกยิน เยี่ยมยล มนต์กวี
จวบวานวัน ผันผ่าน มินานเนิ่น
เราเผชิญ สิ่งใด กระไรนี่
ช่างสับสน วุ่นวาย ในฤดี
หลอนชีวี ของเรา จนเศร้ามาน
ความคิดถึง ห่วงหา มารุมเร้า
กับหงอยเหงา หมองหม่น ทนร้าวฉาน
ตั้งสติ ไตร่ตรอง มองรูปการ
แม้เนิ่นนาน มิเป็น  เช่นนี้เลย
ด้วยเพราะเธอ หรือไร ทำให้ทุกข์
คอยปลอบปลุก ใจเรา นะเจ้าเอ๋ย
เตือนตนตัว กลัวเป็น ดั่งเช่นเคย
ที่ลงเอย ด้วยใจ เกือบวายวาง
เพียงอยากย้ำ คำนัย ให้เธอรู้
คนหนึ่งผู้ ทุกข์ใจ อยู่ไม่ห่าง
อนาคต หดหาย คล้ายเลือนลาง
เกรงอยู่อย่าง ว้าเหว่ อายเทวา
เตรียมคมถ้อย ร้อยคำ จะนำบอก
พูดไม่ออก เหตูใด จึงไม่กล้า
สุดอัดอั้น ตันใจ ในอุรา
จึงวอนฟ้า อย่าให้ดิน...สิ้นไมตรี

-: ก้อนหินสิ้นใจ :-

ปักษาวายุ


          ราวกับเป็นก้อนหินเปรอะดินทราย
คุณปัดปลายชายตาแลมาเห็น
เลี่ยงเลยผ่านลืมไปไม่ยากเย็น
คล้ายถูกเว้นละไว้ไร้ตัวตน
           จะเช้าสายบ่ายค่ำเพียรย่ำผ่าน
เกาะรั้วบ้าน...ตื๊อไว้เผื่อได้ผล
จะร้อนหนาวเท่าไรไม่รีบรน
เป็นก้อนหินอดทนและทุ่มเท
            แม้ใจคุณเช่นเคยยังเฉยนิ่ง
แม้ใจผมวุ่นวิ่งและไขว้เขว
กระสับกระส่ายหลายครั้งที่ลังเล
แต่ไม่เคยหันเห..เหล่มองใคร
            หากวันหนึ่งบังเอิญคุณเดินผ่าน
ขาดอาการขยับเขยื้อนจะเคลื่อนไหว
อาจเป็นเพราะก้อนหินมันสิ้นใจ
เดินเลี่ยงเลี่ยงหลบไป...ก็ได้คุณ!!
อั๊ยยะ ... จบแบบ happy สวัสดีปีใหม่ไทยครับ 

รู้-ทั้ง-รู้

ลูกหว้า


รู้ทั้งรู้แก่ใจอะไรเกิด
รู้ทั้งรู้ยังเปิดใจเสมอ
รู้ทั้งรู้ความจริงสิ่งละเมอ
รู้ทั้งรู้ยังเพ้อไม่รู้คลาย
รู้ทั้งรู้เธอเห็นเป็นเรื่องด้อย
รู้ทั้งรู้ว่าคอยนั้นคอยหาย
รู้ทั้งรู้โดดเดี่ยวและเดียวดาย
รู้ทั้งรู้จุดหมายถูกย้ายทิศ
รู้ทั้งรู้ค่าเราที่เขาให้
รู้ทั้งรู้หัวใจไม่มีสิทธิ์
รู้ทั้งรู้ยากเกินเดินประชิด
รู้ทั้งรู้ไม่ปิดยังคิดครวญ
รู้ทั้งรู้พบหน้าเพื่อลาจาก
รู้ทั้งรู้ยังอยากฝากเธอหวน
รู้ทั้งรู้เกินกว่ามาชื่นชวน
รู้ทั้งรู้ทั้งมวลหวนไม่มี
รู้ทั้งรู้ฉันเธอเพียงเพ้อพร่ำ
รู้ทั้งรู้ชอกช้ำซ้ำป่นปี้
รู้ทั้งรู้หมดสิ้นความยินดี
รู้ทั้งรู้รักนี้เป็นสีดำ
รู้ทั้งรู้หม่นหมองครอบครองจิต
รู้ทั้งรู้ยังคิดติดถลำ
รู้ทั้งรู้ไม่เคยเอ่ยสักคำ
รู้ทั้งรู้กลืนกล้ำ...ทำเฉยเมย

..รู้นะ..!

bananaleaf


คล้ายแจ้งความนัย..ดังใฝ่ฝัน
ปรารถนาต้องกันหรือไรเจ้า
เถิด..เร้นละห้อยตามรอยเงา
รูป..เฝ้าแลเห็น..เช้า,เย็น,ไป
รู้ไหม..คำนึงหนึ่งผู้นี้
หามีผ่อนน้อย..ถอยลงไม่
ทุกถ้อยอาวรณ์เกินซ่อนนัย
หวามไหวผ่านแผ้วด้วย..แววดา
ลอบ..สบดวงนัยน์ใครหนึ่งนั้น
อกเอ๋ย..ไหวหวั่นกับทีท่า
เสมือนเผย..เลศรับตอบกลับมา
แทนวาจา..รู้แล้ว..นะแก้วเอย

ขออนุญาต รักเธอ

คนบางบอน


เธอเป็นใครอยู่ที่ไหนฉันไม่รู้
เธอคือผู้ปลุกชีวันฉันขึ้นใหม่
ปลุกจากความอ่อนล้า ความปราชัย
ปลุกหัวใจปลุกฝันฉันกลับคืน
กำลังใจ ไมตรี ที่เธอมอบ
คือคำตอบหัวใจแบบไม่ฝืน
รู้ตัวว่า รักเธอแล้วแก้วขวัญยืน
ไม่มีอื่นแอบแฝงเคลือบแคลงใจ
...ยิ้มกับคำออดอ้อนผ่านกลอนหวาน
สุขกับการต่อคำย้ำชิดใกล้
แม้อยู่ห่างต่างถิ่นแผ่นดินใด
เหมือนไม่เคยห่างไกลไปจากกัน
ความรู้สึกตราตรึงคะนึงอยู่
เธอรับรู้ แค่ไหน ไม่คิดฝัน
เพราะมีเธออยู่ในใจทุกวัน
จึงผูกพันกับใจไว้เรื่อยมา
เธอเป็นใคร อยู่ที่ไหน..ไม่ต้องตอบ
เธอจะชอบฉันหรือไม่...ไม่เคยว่า
แม้ชาตินี้ไม่ได้พบ ได้สบตา
ปารถนาหัวใจ...ใช่ครอบครอง
ขอ อนุญาตได้ไหม ให้ฉันรัก
ให้ฉันพักกมลไว้ ในหอห้อง
ไม่ต้องมีพิธีใดไปรับรอง
(แค่)เปิดใจมองสักนิดก็...พอใจแล้ว...

ตามหามณีวรรณ

ปติ ตันขุนทด


แอบรักสมัครสมร                เขียนกาพย์กลอนอ้อนรำพัน
สาวเวียงเชียงแสนนั้น        หันเห็นหน้ามาในรถ
งามพักตร์เจ้าผ่องพริ้ง         รักเจ้าจริงจิตจับจด
ต่ำต้อยด้อยทรัพย์ยศ           จึงต้องงดอดออมใจ
มณีวรรณฉันสืบแล้ว           เจ้าดวงแก้วอยู่แถวไหน
จักด้นค้นหาไป                   ในเชียงแสนแดนคนงาม
เทียวไปในทุกที่                  ในบุรีมีเขตคาม
ถึงไหนได้ไถ่ถาม                 ไม่ได้ความสิ้นทั้งปวง
จึงเที่ยวถิ่นเชียงแสน           เป็นดินแดนดังแมนสรวง
ชาวชนคนทั้งปวง                ทรวงโสมนัสพระรัตน์ตรัย
พระธาตุจอมกิตติ                 เป็นสิริเลิศวิไล
งามตาพาเพลินใจ                 ใครเที่ยวชมก้มนมัสการ
แลโขงลำโค้งขด                    ยังปรากฏยศยืนนาน
เห็นเรือล่องสำราญ              ย่านไทยลาวทุกเช้าเย็น
แม่ค้าหาอาหาร                     มาบริการล้วนรถเข็น
ริมโขงยามเย็นเย็น             เห็นคนนั่งสั่งซื้อกิน
มีมากหลากหลายร้าน            ขายมานานเป็นอาจิณ
หญิงชายจ่ายออมสิน             กินต้มย่างอย่างโอชา
เรือจีนจอดเรียงลำ              เขาขนนำสินค้ามา
ค้าขายได้ราคา                     พากกั
หน้า / 6  
ทั้งหมด 101 กลอน